บลูคาร์บอน (Blue Carbon) คือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกดูดซับไว้โดยมหาสมุทรและระบบนิเวศชายฝั่ง อาทิ ป่าชายเลน ที่ราบน้ำท่วมถึง แหล่งหญ้าทะเล และลุ่มน้ำเค็ม ระบบนิเวศเหล่านี้ จะทำหน้าที่กักเก็บคาร์บอนในรูปแบบชีวมวลและการทับถมของตะกอนลงสู่ชั้นดิน  ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งสามารถกักเก็บคาร์บอนสูงกว่าป่าบกถึง 4 เท่า เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้สามารถดึงคาร์บอนลงไปกักเก็บไว้ในใต้ดินได้ถึง 50 – 99 เปอร์เซ็นต์  

ทรัพยากรป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเล คือต้นทุนธรรมชาติที่สำคัญ เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้องกันภัย และแหล่งกักเก็บคาร์บอน แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวในพิธีลงร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน “การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย” ระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ดูแลการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการอนุรักษ์ป่าชายเลนให้มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการทำงานบนพื้นฐานขององค์ความรู้ เช่น เดิมทีใช้การปักไม้ไผ่แก้ปํญหาการกัดเซาะและชะลอคลื่น ซึ่งมีปัญหาเรื่องความคงทนและพังง่าย ดังนั้นความร่วมมือ สวทช. เพื่อทำวิจัยหาวัสดุใหม่ที่มีประสิทธิภาพเท่าเดิมหรือดีกว่า แต่มีความทนทาน ไม่กลายเป็นขยะทะเล

นอกจากนี้ยังได้ศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ด้านบลูคาร์บอน (Blue Carbon) ร่วมกั”ไบโอเทค” ศึกษาลึกไปถึงระดับพันธุกรรม (Genetic) ตรวจสอบแนวทางการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ผ่านมาว่าถูกต้องหรือไม่ เพื่อให้สามารถคงความหลากหลาย ทั้งในระดับชนิดพันธุ์ และระดับพันธุกรรมมาประกอบการทำงานจริงได้

จากปัญหาโลกร้อนขณะนี้เราต้อง “Up-speed” และ “Up-scale” การแก้ปัญหา แม้เราจะมาถึงจุดที่เวลาเหลือน้อยแล้ว แต่การวิจัยพร้อมไปกับการขยายผลจะทำให้เรายังตามทัน ผมเชื่อในพลังของธรรมชาติ หากเราเข้าใจและปรับใช้ องค์ความรู้ทั้งด้านวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์มาช่วย มนุษย์และธรรมชาติจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ทช. ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือต่อเนื่องระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2574 มีเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเสริมศักยภาพการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน และระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ภายใต้ การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming-Montreal Global biodiversity framework) โดยเฉพาะการหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDGs 13 (Climate Action) และ SDGs 14 (Life Below Water) โดยที่ผ่านมา สวทช. และ ทช. ได้ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่

1.การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน

2.การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

3.การใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง

4.การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ชูกิจ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่น่ากังวลคือเมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป พืชและสัตว์หลายชนิดอาจสูญพันธุ์งานวิจัยตัวนี้จะช่วยให้เราเก็บข้อมูลได้ว่า สายพันธุ์ใดกำลังลดน้อยลงหรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เพื่อเข้าสู่วงจรการอนุรักษ์ได้ทันท่วงที

ดร.ปิ่นสักก์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯมีแผนแม่บทที่จะรักษาป่าชายเลนร่วมกับชุมชน โดยแบ่งส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพความหลากหลายทางชีวภาพ และอีกส่วนหนึ่งสร้างเป็นป่าชายเลนชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ทั้งจากสัตว์น้ำ ผลผลิตจากป่า และกลไกทางการเงินจากคาร์บอนเครดิต โดยกรมจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง

ปัจจุบันมีป่าชายเลนชุมชนในโครงการคาร์บอนเครดิตประมาณ 150,000 ไร่ จำนวน 9 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่แถบชายฝั่งอันดามัน เช่นจ.กระบี่ และพังง่า และตั้งเป้าหมายไว้ที่ 500,000 ไร่ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเทคโนโลยีการตรวจวัดที่ สวทช. และไบโอเทคร่วมกันพัฒนา สามารถจะบอกได้ว่าการปลูกป่าชายเลนนั้นสำเร็จหรือเหมาะสมเพียงใด เพื่อการขยายผลในวงกว้าง ขณะนี้เรามีพื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มเป็น 1.7 ล้านไร่จาก 1.5 ล้านไร่”ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

ทั้งนี้พิธีลงนามฯมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช.และ นายอุกกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นพยานในพิธีลงนาม พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค)ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(เนคเทค)ดร.วิยงค์ กังวานศุภมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค)และคณะผู้บริหาร สวทช.
เข้าร่วมงาน