การบังคับใช้ในห้วงที่ผ่านมา มีอุปสรรคและข้อท้าทายใด เพื่อทำให้ปีที่ 4 และปีต่อ ๆ ไป ไร้เหตุเช่นอดีต “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม นายธีรยุทธ  แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิฯ เผยปัจจุบันมีคดีเข้าข่ายกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่ชั้นการพิจารณาศาลแล้ว 3 คดี ประกอบด้วย

1.คดีการเสียชีวิตของ พลทหารวรปรัชญ์  พัดมาสกุล ทหารเกณฑ์ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี ถูกครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึก 13 ราย  ร่วมกันลงโทษ ทำร้ายร่ายกาย ฐานกระทำทรมาน ลงโทษครูฝึกที่ 1 จำคุก 20 ปี ครูฝึกที่ 2 จำคุก 15 ปี ส่วนผู้ช่วยครูฝึก จำคุก 10 ปี

2.คดีการเสียชีวิตของ พลทหารกิตติธร  เวียงบรรพต  ทหารเกณฑ์ ค่ายเม็งรายมหาราช จ.เชียงราย ถูกครูฝึก 2 ราย สั่งลงโทษจนป่วยหนักและไม่พาไปรักษา ลงโทษฐานกระทำโหดร้าย จำคุกครูฝึกคนละ 1 ปี ให้การรับสารภาพ ลดโทษเหลือคนละ 8 เดือน

3.คดี เด็กหญิง 11 ราย ถูกพี่เลี้ยงสถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรีทำร้ายร่างกาย ลงโทษฐานกระทำโหดร้าย จำคุก รวม 22 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 11 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 3 ปี คุมประพฤติ 2 ปี และให้บำเพ็ญประโยชน์

ที่มีข้อสังเกตอัตราโทษที่ “แตกต่าง” ของคดีพลทหารวรปรัชญ์ กับพลทหารกิตติธร แม้ผลลัพธ์ถึงแก่ชีวิตเหมือนกัน เรื่องนี้ นายธีรยุทธ อธิบายว่าศาลพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ลักษณะการกระทำและเจตนาเป็นหนัก คดีพลทหารวรปรัชญ์ เป็นการกระทำเตะ ตบ ต่อย กระทืบต่อเนื่อง “โดยมีเจตนาพิเศษ” คือ เพื่อลงโทษ และผลคือทำให้เกิดการทุกข์ทรมานร้ายแรง ซึ่งมีโทษหนักกว่า

คดีพลทหารกิตติธรที่การกระทำคือ ถูกลงโทษให้ออกกำลังเกินสมควรช่วงเวลาก่อนเข้านอน ประกอบกับสภาพร่างกายอิดโรย ทั้งยังให้พักในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก เป็นการกระทำฝืนระเบียบกองทัพ ขาดเมตตา ศาลจึงวินิจฉัยเป็นการกระทำโหดร้าย ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่า

ทั้งนี้ ยอมรับมีบางคดีรู้สึกเสียดาย เพราะพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพ.ร.บ.ดังกล่าว แม้พฤติการณ์เข้าข่าย

“นี่จึงเป็นข้อท้าทายการตีความและการทำความเข้าใจของพนักงานสอบสวนที่ต้องตั้งข้อกล่าวหาให้ถูกต้อง เพราะจะนำไปสู่การฟ้องคดี ว่าท้ายสุดคดีนั้นจะเข้าสู่ศาลอาญาปกติหรือศาลอาญาคดีทุจริต พนักงานสอบสวนต้องแม่นรายละเอียดพฤติการณ์กฎหมาย”            

ในห้วง 3 ปี มีเรื่องร้องเรียน 163  เรื่อง เป็นกระทำทรมาน 65 เรื่อง  กระทำโหดร้าย 47 เรื่อง  อุ้มหาย 20 เรื่อง และร้องสองฐานความผิดขึ้นไป (ทรมานและกระทำโหดร้าย) 31 เรื่อง 

พร้อมเผยการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวทั้งในส่วนเรือนจำ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือสถานที่ควบคุมของรัฐ  3 ปี มี 983 ราย (ณ วันที่ 30 ก.ย.68) ตรวจสอบทุกราย “ไม่มี” ผู้เสียชีวิตรายใดเสียชีวิตจากการถูกกระทำที่เข้าข่ายกฎหมายซ้อมทรมาน

ส่วนความคืบหน้าคดีดังที่ได้รับความสนใจ อย่างคดีตำรวจใช้ถุงดำบังคับ นายปัญญา  คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก ให้รับสารภาพ  เหตุเกิดท้องที่ สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว  ซึ่งสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ฐานกระทำโดยร้ายและกระทำให้บุคคลสูญหาย ปัจจุบันอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางราย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำความเห็นแย้งคำสั่งกลับไป และอยู่ระหว่างรอชี้ขาดจากอัยการสูงสุด

คดี นายธนานพ  เกิดศรี (เจ้าของรถมาสด้าแดง) ถูกตำรวจทำร้ายร่างกายสาหัสจากความเข้าใจผิดว่าเป็นรถอีกคันที่ขับฝ่าด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์  ดีเอสไอส่งฟ้อง 7 รายในความผิดฐานทรมาน อยู่ระหว่างขั้นตอนรอความเห็นพนักงานอัยการ

คดีการเสียชีวิตของ พลทหารกฤตานน พลจันทึก สังกัดค่ายสุรธรรมพิทักษ์  จ.นครราชสีมา พบผู้กระทำเป็นครูฝึก  ผู้ช่วยครูฝึก และทหารเกณฑ์ รวม 10 ราย  คดีนี้นอกจากผู้เสียชีวิตยังมีผู้รับบาดเจ็บอีก 2 ราย

นายธีรยุทธ  สะท้อนการซ้อมทรมานที่ยังปรากฏในค่ายทหารว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล และทหารทุกหน่วยควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการฝึกที่ต้องปรับรูปแบบจากอดีต ต้องเป็นไปตามที่แพทย์กำหนด ซึ่งต้องยอมรับหน่วยทหารทั่วประเทศมีจำนวนมาก บางรายเข้ารับอบรบจะตระหนักและเข้าใจ แต่กำลังพลบางส่วนอาจละเลย หรือไม่เข้าร่วม ซึ่งพยายามย้ำกับนายทหารพระธรรมนูญทุกค่ายต้องถ่ายทอดความรู้ โดยเฉพาะครูฝึก  ผู้ช่วยครูฝึก

สำหรับเสียงสะท้อนกฎหมายจากหน่วยปฏิบัติ เช่น ตำรวจ ยังมีความไม่พร้อมของอุปกรณ์กล้องติดตามตัว (Body Camera) ซึ่งแต่ละสถานียังมีข้อจำกัด อาทิ จำนวนที่ไม่เพียงพอ อายุการใช้งาน การจัดเก็บไฟล์ภาพและเสียง เป็นต้น

ส่วนการทบทวนแก้ไขรายมาตรการ จากที่ประเมินทั้งเรื่องอัตราโทษ หรือแนวปฏิบัติ เป็นเรื่องที่ต้องมองระยะยาว แต่หากมองในข้อท้าทายและปัญหาการบังคับใช้ อาจเป็นเรื่องการตีความการกระทำผิด เช่น การดำเนินคดีตามกฎหมายหากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่ายก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหาตามกฎหมายพ่วงไปด้วย

พร้อมฝากเรื่องกล้องวงจรปิดในสถานที่ควบคุม อย่างจุดสอบปากคำควรต้องมีกล้องวงจรปิดไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ หรือในห้องขังก็ควรมี เพราะมีกรณีเสียชีวิตในห้องคุมขังที่ครอบครัวอาจสงสัยจะได้มีหลักฐานยืนยัน

นายวีรยุทธ ทิ้งท้ายการมีกฎหมายดังกล่าวนอกจากเรื่องภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมของประเทศ ยังช่วยเปลี่ยนมิติการสอบสวน กระทั่งกระบวนการฟ้องศาลที่ต้องเข้าศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเท่านั้น

“เจตนารมณ์กฎหมาย ไม่ได้อยากบังคับโทษอะไรกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะโทษเป็นเพียงสิ่งที่กำหนดหากกระทำผิด “คุณ” จะมีความผิดมากกว่าคนอื่น เพราะคุณคือคนของรัฐ  คุณใช้อำนาจรัฐ ซึ่งมีอำนาจกดทับกับคนอื่นอยู่แล้ว และยังกระทำความผิดอีก โทษก็จะต้องสมควรมากกว่า”.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน