เมื่อคนเราอายุมากขึ้นกลายเป็นผู้สูงวัย ร่างกายเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอย ซึ่งรวมถึงสุขภาพของดวงตาและการมองเห็น “เดลินิวส์” นำเสนอบทความของ อ.นพ.ณวัฒน์ วัฒนชัย สาขาวิชาน้ำวุ้นตาและจอประสาทตา ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับโรค “จอประสาทตาเสื่อม” ที่ปัญหาสำคัญหนึ่งของดวงตาซึ่งไม่ควรถูกมองข้าม

จอประสาทตาเสื่อม คือ ภาวะที่จุดรับภาพบริเวณจอประสาทตาเสื่อมสภาพ ทำให้มองเห็นวัตถุคดเบี้ยว เห็นสีน้อยลง เสียความคมชัด หากมีอาการมากขึ้นจะทำให้การมองเห็นเลือนรางหรือพร่ามัว และอาจถึงขั้นตาบอดได้ในที่สุด

อาการ “โรคจอประสาทตาเสื่อม”

โรคจอประสาทตาเสื่อมอาจเริ่มต้นด้วยอาการที่ไม่ชัดเจนและค่อยๆ แสดงผล แต่หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง อาการอาจรุนแรงขึ้นได้ สัญญาณและอาการที่พบได้บ่อยของโรคนี้ ได้แก่

-มองเห็นภาพเบลอ : โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณกลางภาพ เช่น การมองหน้าคนหรือการอ่านหนังสือ

-เส้นตรงบิดเบี้ยว : การมองเส้นตรง เช่น กรอบหน้าต่าง หรือเส้นของกระดาษ อาจดูบิดเบี้ยวหรือโค้งงอ

-สีซีดหรือจางลง : การรับรู้สีอาจเปลี่ยนไป สีอาจดูไม่สดใสเหมือนเดิม

-มองเห็นจุดดำ : ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มเห็นจุดดำบริเวณกลางภาพ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน

-การมองในที่แสงน้อยยากขึ้น : การปรับสายตาในพื้นที่ที่มีแสงน้อย เช่น การขับรถตอนกลางคืน อาจลำบากขึ้น

ประเภท “โรคจอประสาทตาเสื่อม”

1.โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดแห้ง หรือชนิดไม่มีเส้นเลือดเปราะ

เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุดในผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 80 ในชนิดนี้ มีของเสียจากจอรับภาพที่ร่างกายกำจัดไม่ได้มาสะสมใต้จุดรับภาพ จุดรับภาพจะฝ่อบางลงและทำงานรับภาพได้ลดลงทีละน้อย ส่วนใหญ่จะแสดงอาการออกมาอย่างช้าๆ การดำเนินโรคใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไปในหลักหลายปี

2.โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก หรือชนิดมีเส้นเลือดเปราะ

ในชนิดนี้ จะมีเส้นเลือดเปราะผิดปกติใต้จุดรับภาพ ซึ่งทำให้มีเลือดออกหรือเกิดสารน้ำรั่วซึมออกมาขังที่จุดรับภาพ ทำให้เซลล์รับแสงบวม ตาย ผู้ป่วยจะสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว อาจทำให้มัวมากได้ภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์หลังเริ่มมีอาการ โรคจุดรับภาพเสื่อมชนิดมีเส้นเลือดเปราะนี้ อาจเป็นอาการต่อเนื่องจากจุดรับภาพเสื่อมชนิดไม่มีเส้นเลือดเปราะที่ทราบมาก่อนแล้ว หรือเป็นอาการแรกในผู้ป่วยที่ไม่เคยตรวจตามาก่อนก็ได้

ปัจจัยเสี่ยง “จอประสาทตาเสื่อม”

1.อายุ : ความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

2.พันธุกรรม : หากมีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม โอกาสที่จะเป็นโรคนี้จะสูงขึ้น

3.การสูบบุหรี่ : การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างมาก

4.แสงแดดและแสง UV : การสัมผัสแสงแดดและแสง UV เป็นเวลานานโดยไม่ป้องกัน เพิ่มโอกาสเกิดการเสื่อมของจอประสาทตา

5.โภชนาการที่ไม่สมดุล : การขาดสารอาหารที่สำคัญ เช่น วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน และกรดไขมันโอเมก้า-3 อาจส่งผลให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ

6.โรคประจำตัว : โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม

7.การใช้ชีวิตประจำวัน : การใช้งานสายตาอย่างหนัก เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา

วิธีป้องกัน “จอประสาทตาเสื่อม”

แม้โรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาได้ด้วยวิธีการดูแลสุขภาพดวงตาที่เหมาะสม ดังนี้

-สวมใส่แว่นกันแดด เมื่ออยู่ในที่แสงจ้า

-งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

-งดการสูบบุหรี่

-กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพิ่มความหลากหลายของผักผลไม้

แนวทางการรักษา

ในทางการแพทย์ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายเป็นจุดรับภาพปกติได้ แต่จะชะลอเวลาให้เกิดความเสื่อมช้ามากที่สุด และฟื้นการมองเห็นได้ในรายที่รักษาได้เร็วพอ โดยจะแบ่งการรักษาตามประเภท ดังนี้

@ การรักษาจอประสาทตาเสื่อมชนิดไม่มีเส้นเลือดเปราะ (ชนิดแห้ง)

-ให้ผู้ป่วยมาตรวจเช็กสายตากับทางจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

-รับประทานวิตามินรวม เพื่อลดโอกาสการเปลี่ยนชนิดไปเป็นชนิดที่มีเส้นเลือดเปราะ ตรวจก่อนนัดทันทีเมื่อรู้สึกผิดปกติ

-บางราย หากมีปัญหาทางด้านสายตา หรือโรคตาอื่นร่วมด้วย อาทิ สายตาสั้น ต้อกระจก ก็รักษาตามปัญหานั้น เช่น ใส่แว่น หรือผ่าตัดลอกต้อกระจก

-ฉีดยาเข้าที่ตา เพื่อลดโอกาสการเปลี่ยนจากชนิดแห้งไปเป็นชนิดเปียก แต่ยังไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะวิธีการรักษายังยุ่งยากและมีความเสี่ยง

@ การรักษาจอประสาทตาเสื่อมชนิดมีเส้นเลือดเปราะ (ชนิดเปียก)

-ฉีดยาเข้าตา (จะต้องฉีดยาหลายครั้งในแต่ละราย)

-ฉายเลเซอร์

ในรายที่มีเลือดออกมากใต้จุดรับภาพ หากทิ้งไว้อาจทำให้จุดรับภาพเสียหายถาวร หรือรายที่มีเลือดฟุ้งออกมาในวุ้นตา บดบังการมองเห็น อาจต้องทำการผ่าตัดล้างเลือดออกจากวุ้นตา หรือจากใต้จุดรับภาพ ร่วมกับการฉีดยาซ้ำ ๆ เพื่อป้องกันการเกิดเลือดออกซ้ำ

โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ การตระหนักรู้ถึงอาการและปัจจัยเสี่ยงจะช่วยป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากพบว่ามีอาการหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่ารอช้าที่จะปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพตาของคุณให้คงความชัดเจนและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป.