เมื่อวันที่ 23 ก.พ. นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ และอดีต รมช.พาณิชย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กนำเสนอกลยุทธ์ฝ่าสงครามการค้าและกรณีที่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ. 1974 เก็บภาษีนำเข้า 15 เปอร์เซ็นต์ เท่ากันทุกประเทศ ว่า หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐชี้ขาดว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นโมฆะ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศจัดเก็บภาษีฐาน ในอัตรา 15 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลกภายใต้กฎหมายการค้า มาตรา 122 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐ ยังได้ประกาศรายชื่อกลุ่มสินค้าและพิกัดศุลกากร (HS Code) ที่จะได้รับการยกเว้น เพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของสหรัฐ (น่าจะเป็นโอกาสในวิกฤตของประเทศไทย เพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐ) ได้แก่
1.กลุ่มสินค้าที่ได้สิทธิประโยชน์และการยกเว้นภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าในสหรัฐพุ่งสูงจนกระทบประชาชน ได้แก่ 1.1 กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องไฟฟ้า ประกอบด้วย สมาร์ตโฟนและส่วนประกอบได้รับการยกเว้นชั่วคราวเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาอุปกรณ์สื่อสาร, คอมพิวเตอร์พกพาและแท็บเล็ต รวมถึงแล็ปท็อปและอุปกรณ์เก็บข้อมูลบางประเภท, เซมิคอนดักเตอร์และชิปที่สหรัฐ ขาดแคลนและจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี, เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด เช่น ตู้แช่แข็งและเครื่องซักผ้าบางรุ่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม มาตรา 232 เดิม
1.2 กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ได้รับการยกเว้นเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมยา ทั้งผลไม้เมืองร้อนและน้ำผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด น้ำสับปะรดกระป๋อง น้ำมะพร้าว, กาแฟ ชา และเครื่องเทศ, เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์บางประเภท, ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงส่วนประกอบของยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น
1.3 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบที่สหรัฐ มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ได้แก่ แร่ธาตุที่สำคัญ อาทิ นิกเกิล กราไฟต์ และแร่ธาตุที่ใช้ในแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์พลังงานไฟฟ้า, ทองคำและโลหะมีค่า ในรูปแบบผงหรือแท่ง, ชิ้นส่วนอากาศยาน ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือด้านการบิน
2.สินค้าที่มีโอกาสเข้าข่ายได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี หากมีวัตถุดิบสหรัฐฯ ผสมอยู่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ มีดังนี้
1. กลุ่มอาหารสัตว์และปศุสัตว์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐ ในปริมาณมาก ได้แก่ อาหารสัตว์สำเร็จรูป ซึ่งไทยนำเข้ากากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐ หากการผลิตอาหารสัตว์ในไทยใช้ส่วนผสมจากสหรัฐ เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้า จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเหลืออัตราพิเศษ, เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์แปรรูป แม้ไก่เป็นของไทย แต่หากใช้ถั่วเหลืองและข้าวโพดจากสหรัฐ เป็นอาหารหลักในการเลี้ยงจนถึงเกณฑ์ต้นทุนที่กำหนด ก็อาจนำมาคำนวณเพื่อขอสิทธิได้ภายใต้ข้อตกลง “Reciprocal Trade”
2. กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ประกอบด้วย เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกไทยนำเข้า ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และ อีเทน จากสหรัฐ มาเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สินค้ากลุ่มพลาสติกสำเร็จรูปที่มีต้นทุนวัตถุดิบเหล่านี้เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ จะได้รับยกเว้นภาษีบางส่วนเพื่อไม่ให้กระทบห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ
3. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี แม้ไทยจะเป็นฐานประกอบ แต่ส่วนประกอบมูลค่าสูงมาจากสหรัฐ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์กึ่งตัวนำ: หากสินค้ามีการใช้ชิปหรือซอฟต์แวร์ ที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัทสหรัฐ เช่น Intel, NVIDIA, Qualcomm มาประกอบในไทย และมีมูลค่ารวมเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ของราคาขาย จะถือเป็นสินค้าที่มี “U.S. Content” สูงและมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษี 15 เปอร์เซ็นต์
4. กลุ่มชิ้นส่วนอากาศยานและเครื่องยนต์ ได้แก่ อุปกรณ์การบิน ไทยเป็นฐานซ่อมบำรุงและผลิตชิ้นส่วนอากาศยานบางประเภท ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากบริษัท Boeing หรือ GE กลุ่มนี้จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเกือบทั้งหมดตามข้อตกลงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นายอลงกรณ์ ระบุอีกว่า โจทย์ใหญ่และยากของไทยอาจเผชิญภาษีมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ แม้เป็นข่าวดีของไทยที่สหรัฐ ประกาศรายการกลุ่มสินค้าและพิกัดศุลกากรที่จะได้รับการยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่ยังมีปัญหาปัจจัยเสี่ยงที่เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทย ได้แก่ 1.ปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าจากจีนผ่านไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ เป็นหนึ่งในประเด็นที่เปราะบางที่สุดในปี 2569 เพราะหากสหรัฐ มองว่าไทยเป็นทางผ่านในการหลบเลี่ยงภาษี ผลที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ภาษีฐาน 15 เปอร์เซ็นต์ แต่อาจนำไปสู่มาตรการลงโทษที่รุนแรงกว่าหลายเท่า เช่น ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุน หรือการใช้มาตรา 301 หากสหรัฐ มองว่าไทยจงใจเปิดช่องให้จีนเลี่ยงภาษี อาจมีการขยายขอบเขตภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งใช้กับสินค้าจีน มาครอบคลุมสินค้าจากไทยในอัตราที่สูงกว่าปกติ เช่น 25-40 เปอร์เซ็นต์
2.ปัญหาดุลการค้า ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยได้กลับเข้าสู่บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษของกระทรวงการคลังสหรัฐ อีกครั้ง อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเมื่อเดือน ม.ค. ปีนี้ และต้องปรับสมดุลการค้าเนื่องจากได้เปรียบดุลการค้าต่อสหรัฐ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปี 2568 เกินดุลการค้าสหรัฐ สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 51,370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเกินเพดานที่สหรัฐ กำหนดไว้ที่ 15,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ด้วยภาษีอัตราสูงจากประธานาธิบดีทรัมป์ เช่นเดียวกับเวียดนาม หากการเจรจาสำหรับการปรับสมดุลการค้า ไม่เป็นที่น่าพอใจ สหรัฐอาจใช้มาตรการตอบโต้ อาทิ การปรับเพิ่มภาษีศุลกากร (Tariffs) นอกเหนือจากฐาน 15 เปอร์เซ็นต์ที่ประกาศไว้
นายอลงกรณ์ ระบุว่า ท่ามกลางสงครามการค้าและภาษีที่รุนแรงและปัจจัยเสี่ยงที่เป็นโจทย์ใหญ่โจทย์ยากของไทย รัฐบาลต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทุกมิติมาเป็นอาวุธในการต่อสู้ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ (Treaty of Amity and Economic Relations) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า สนธิสัญญา Amity ซึ่งถือเป็นพันธกรณีระหว่าง 2 ประเทศที่ให้สิทธิพิเศษต่อกันในระดับที่เหนือกว่า ประเทศอื่นๆ เสมือนเกราะคุ้มกันและไพ่สำคัญในการเจรจาภาษีกับสหรัฐซึ่งเป็นข้อตกลงที่ต่อยอดจากสนธิสัญญาโรเบิร์ต (Roberts Treaty ลงนามเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2376 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3) โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 1.หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ภายใต้สนธิสัญญา AMITY สหรัฐและไทยตกลงที่จะให้สิทธิแก่บุคคลและนิติบุคคลของอีกฝ่ายหนึ่งเสมือนคนในชาติในหลายกิจการ รัฐบาลไทยต้องยกข้ออ้างนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้มาตรการภาษีแบบเหมารวม โดยไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ประเทศไทยที่มีสนธิสัญญาพิเศษ อาจเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของสนธิสัญญาที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความสะดวกทางการค้าระหว่างกัน
2. สนธิสัญญา Amity มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ผ่านการรับรองจากวุฒิสภาสหรัฐ ดังนั้น การใช้มาตรการทางภาษีภายใต้ มาตรา 122 ซึ่งเป็นกฎหมายภายในของสหรัฐฯ ควรต้องพิจารณาถึงข้อยกเว้นสำหรับประเทศคู่ภาคี 3. กลไกการปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิดสนธิสัญญานี้เปิดช่องให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ไขข้อพิพาทและอุปสรรคทางการค้า ภายใต้กรอบ TIFA (ลงนามปี 2545) ซึ่งทำงานควบคู่และอาศัยสิทธิประโยชน์จาก Amity รัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางนี้ในการล็อบบี้อย่างเป็นทางการ เป็นคานงัดสถานะของไทยขึ้นเป็นสถานภาพพิเศษเพื่อให้สหรัฐ จัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มมิตรประเทศที่ไม่ควรถูกใช้มาตรการภาษีในอัตราสูงสุดเหมือนประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีสนธิสัญญาพิเศษและสัมพันธภาพยาวนานเกือบ 200 ปี
นายอลงกรณ์ ระบุอีกว่า นอกจากสนธิสัญญาAmity แล้ว ยังมีข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นแนวทางในการก้าวข้ามกำแพงภาษีสหรัฐและการรับมือสงครามการค้าระลอกใหม่ ได้แก่ 1. เพิ่มวัตถุดิบและสินค้าทุนสหรัฐ (U.S. Content) 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งเสริมให้ผู้ผลิตในไทยนำเข้าวัตถุดิบสินค้าทุนและเทคโนโลยีจากสหรัฐ มากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วน U.S. Content 20 เปอร์เซ็นต์ ให้ถึงเกณฑ์ลดหย่อนภาษี 2.เร่งประชุมสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาเอสเอ็มอี สภาเกษตรกรฯ AMCHAM (The American Chamber of Commerce in Thailand) ฯลฯ และกระทรวงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำความเข้าใจการใช้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้าและพิกัดศุลกากรที่จะได้รับการยกเว้น ตามประกาศของรัฐบาลสหรัฐ ที่มุ่งลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในของสหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสในวิกฤติของไทย เพราะเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ส่งออกไปสหรัฐ
นายอลงกรณ์ ระบุว่า 3.คืนภาษีเสริมสภาพคล่อง รัฐบาลควรสนับสนุนให้ผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าสินค้าไทยในสหรัฐยื่นขอคืนภาษีส่วนเกินที่ถูกจัดเก็บไปโดยไม่ชอบตามคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งประเมินว่ามีมูลค่ารวมทั่วโลกสูงถึง 1.3-1.6 แสนล้านดอลลาร์ 4.เร่งเจรจาทวิภาคีในกรอบ 150 วัน โดยรัฐบาลต้องเร่งเจรจาทวิภาคีรายอุตสาหกรรม ภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรการชั่วคราว เพื่อขอยกเว้นภาษีในกลุ่มสินค้าที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ 5.การบังคับใช้กฎหมายถิ่นกำเนิดสินค้า จัดการการสวมสิทธิสินค้าอย่างเด็ดขาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า สินค้าไทยไม่มีสินค้าสวมสิทธิ เพื่อลบจุดอ่อนเรื่องดุลการค้าและไม่ให้สหรัฐ ใช้เป็นข้ออ้างในการเพิ่มมาตรการภาษีซ้อน
6.เร่งกระจายตลาดและปิดดีลเอฟทีเอ พร้อมใช้ประโยชน์สูงสุดจากเอฟทีเอ และข้อตกลงการค้าพหุภาคีและทวิภาคีที่มีอยู่ เร่งสรุปเอฟทีเอ ไทย-อียู และไทย-กลุ่มอ่าวอาหรับ (GCC) ฯลฯ และเอฟทีเอ ทวิภาคีคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนที่สุด พร้อมกับสร้างตลาดดาวกระจายไม่พึ่งตลาดเดียวตลาดหลักไม่กี่ประเทศ พร้อมกันนั้นต้องใช้ประโยชน์สูงสุดจากเอฟทีเอและข้อตกลงการค้าพหุภาคีและทวิภาคีที่มีอยู่เดิม
7.ปฏิรูประบบการค้าและการตลาดระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลควรทบทวนปรับปรุงโครงการและงบประมาณการจัดอีเวนต์ด้านการค้าต่างประเทศที่ไร้ประสิทธิผล รวมถึงปรับเปลี่ยนสู่การตลาดเชิงลึกเชิงรุก ยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้าและธุรกิจ พร้อมกับเปิดบริการดิจิตอลในประเทศและระหว่างประเทศครบวงจร ประการสำคัญคือการเพิ่มการวิจัยตลาด-รสนิยมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมายและให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในการทำตลาดและการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก
นายอลงกรณ์ ระบุอีกว่า สงครามการค้าระลอกใหม่ภายใต้ลัทธิกีดกันทางการค้าใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว พร้อมกับการใช้อำนาจเต็มพิกัดตามกฎหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ กรณี Global Tariffs 15 เปอร์เซ็นต์ คือสัญญาณแรกของคลื่นใหญ่ที่จะตามมา และจะเป็นบททดสอบรัฐบาลสำหรับโจทย์ใหญ่โจทย์ยากระดับโลกว่าจะรับมือกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ได้หรือไม่อย่างไร ในขณะที่ศักยภาพภายในประเทศถดถอยเกือบทุกด้าน ทั้งประสิทธิภาพภาครัฐ การคอร์รัปชัน และขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลรักษาการและรัฐบาลใหม่ รวมทั้งทุกภาคส่วน นอกจากนี้ควรแสวงหาโอกาสใหม่ของการลงทุนและธุรกิจการค้าจากจีนและประเทศอื่นๆ ที่สหรัฐ ยังเก็บภาษีในระดับสูงกว่าภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเป็นแรงผลักแรงกระตุ้นการย้ายฐานผลิต และการลงทุนจากจีนและประเทศอื่นๆ มาสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นรวมถึงขยายการค้าระหว่างกันเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐ
“การมองภาพรวมภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์จะเห็นผืนป่า มากกว่าเห็นต้นไม้เป็นต้นๆ เพื่อเดินเกมอย่างรอบด้านอย่างมีแผนและกลยุทธ์ ก็จะสามารถเปลี่ยนสงครามการค้าและกำแพงภาษีให้เป็นบันไดก้าวไปสู่โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยกับสหรัฐ และนานาประเทศได้อย่างมีอนาคต” นายอลงกรณ์ ระบุ



