กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง กับเรื่องของ “เบี้ยเลี้ยงนักกีฬา”
ซึ่งก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในช่วงซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เป็นข่าวใหญ่ข่าวดัง จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมาแล้วครั้งหนึ่ง
คราวนี้ประเด็นร้อนมาจากการประชุมคณะทำงานเตรียมความพร้อมส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 ที่เมืองซานย่า ประเทศจีน ที่มี “บิ๊กแนต” นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ เป็นประธานการประชุม โดยมีผู้แทนจากสมาคมกีฬาต่าง ๆ เข้าร่วม

นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ เปิดประเด็นที่ นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ (NSDF) ได้มีนโยบายในการปรับแผนการจ่ายเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนให้นักกีฬา โดยจะเป็นการจ่ายแบบ “โอนตรง” เข้าบัญชีนักกีฬา โดยไม่ผ่านสมาคมกีฬา เหมือนเช่นที่ผ่านมานั้น
ซึ่งจะมีการทดลองจ่ายระบบนี้ให้นักกีฬาที่จะเข้าแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี และเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 ซึ่งเข้าใจว่า รัฐมนตรีกีฬา อยากปรับระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการอมเงินเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ “บิ๊กแนต” มองว่าระบบการจ่ายเงินแบบนี้ต้องวางระบบให้ชัดเจน เพราะในส่วนของเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา 900 บาทต่อวันนั้น ในส่วนนี้ยังต้องแบ่งเป็นค่าที่พัก 300 บาท ค่าอาหาร 300 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อม 300 บาท
ซึ่งข้อมูลจากฝ่ายพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พบว่า “กองทุนกีฬา” ได้นำเอาส่วนอาหารและการฝึกซ้อม มารวมเป็นเบี้ยเลี้ยงคือ 600 บาท ที่จะถูกโอนให้นักกีฬาโดยตรง ซึ่งจุดนี้ “บิ๊กแนต” มองว่าจะมีปัญหาแน่นอน โดยเฉพาะนักกีฬาประเภททีม เนื่องจากการเก็บตัวฝึกซ้อม จะเก็บรวมทีม และสมาคมกีฬา จะมีการนำค่าอาหารของนักกีฬามาจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและถูกหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่ถ้ากองทุนกีฬา จะจ่ายตรงให้นักกีฬา เจ้าตัวไม่มั่นใจว่านักกีฬาจะใช้จ่ายในการบริโภคอาหารที่ถูกหลักและครบถ้วนตามหลักวิทยาศาตร์การกีฬาหรือไม่?

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่สำคัญจริง ๆ คือ การจ่ายโอนตรงให้นักกีฬา กองทุนกีฬา จะจ่ายเมื่อไหร่ ตอนไหน และในหลาย ๆ กีฬา หากมีการเปลี่ยนตัวนักกีฬา หรือ หากจ่ายแล้ว นักกีฬาได้เงินแล้วแต่ไม่มาฝึกซ้อมจริงตามนั้น จะทำอย่างไร
ตรงนี่ก็แค่ส่วนหนึ่งที่ “บิ๊กแนต” มองว่าที่ผ่านมา ปัญหาคือการจ่ายเงินที่ล่าช้าของ “กองทุนกีฬา” ที่ทำให้ทุกสมาคมกีฬา ต้องออกมาร้องเรียน
ทีนี้มาพูดถึงหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่ง กองทุนกีฬา จะดำเนินการผ่านการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยต้องยื่นเอกสารโครงการที่ได้รับอนุมัติ บันทึกขอเบิก/ยืมเงิน ที่ลงนามโดยนายกสมาคมหรือเลขาธิการฯ พร้อมหลักฐานการจัดกิจกรรม เช่น รายชื่อผู้รับเงิน ใบเบิกค่าใช้จ่าย (เบี้ยเลี้ยง, ที่พัก) ผ่านฝ่าย/สำนักผู้รับผิดชอบโครงการที่เกี่ยวข้อง
หลักการว่าไว้แบบนั้น….
กล่าวคือกระบวนการเบิกจ่ายเงินจากกองทุนกีฬา พูดภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่าย ๆ คือ เมื่อสมาคมกีฬาทำงานเสร็จ ก็จะต้องเสนอเรื่องเพื่อขอเบิกจ่ายเงินไปยังกองทุนกีฬา จากนั้นเจ้าหน้าที่ จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ก่อนจะเสนอให้ผู้จัดการกองทุนฯ พิจารณาและลงนาม พร้อมเสอนให้ผู้ว่าการ กกท. ลงนามอีกครั้ง ต่อด้วยเสนอไปยังฝ่ายการคลัง ของ กกท. ตรวจสอบความถูกต้อง (รีเช็กเอกสาร) อีกรอบ ถ้าไม่คิดขัดอะไร ก็จะทำเรื่องเบิกจ่ายให้ตามคิวต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ความล่าช้าของการได้รับเงิน ซึ่งเหตุผลความล่าช้าอาจจะมาจาก 1.ระบบราชการที่มีขั้นตอนการทำงานหลายขั้นตอน หรือ 2.เอกสารการขอเบิกจ่ายจากสมาคมกีฬา ไม่ถูกต้องและครบถ้วน อาจจะต้องมีการเรียกเก็บเพิ่มเติม เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะเงินนี้เป็นเงินหลวง ทุกอย่างต้องถูกต้องตามระเบียบและข้อกฎหมาย ขั้นตอนมันก็เลยล่าช้าไปอีก
กลับมาที่เรื่องของการ “โอนตรง” ให้กับนักกีฬา ที่เป็นประเด็นกันอยู่ในตอนนี้ ในมุมมองนโยบายของ รมต.กีฬา ถือว่าดีเลย เพราะท่านก็คงไม่อยากตัดปัญหาการ “อมเงิน” นักกีฬา ขณะที่ มุมมองของสมาคมกีฬา ก็ว่ากันไปในข้างต้น
การที่ “บิ๊กแนต” ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมกีฬา มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการจ่ายเงินที่ล่าช้าของ “กองทุนกีฬา” ที่ทำให้ทุกสมาคมกีฬา เดือดร้อน จนต้องต้องออกมาร้องเรียน
ตรงนี้จริงหรือไม่ กองทันกีฬา รวมถึง กกท. และ สมาคมกีฬา ย่อมรู้อยู่เต็มอกว่า ข้อเท็จจริงแล้วเป็นเช่นไร

พร้อมกันนี้ขออนุญาตยกตัวอย่างมุมมองของผู้ฝึกสอนกีฬาอย่าง “โค้ชท็อป” ภควัฒน์ วิไลลักษณ์ ที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทาง เจ วรปัฐ – Jay worapath
ชี้แจงอีกหนึ่งมุมมองกับการแก้ไขปัญหาการอมเบี้ยเลี้ยง ด้วยการให้ กองทุนกีฬา โอนเงินตรงไปที่นักกีฬานั้น “โค้ชท็อป” มองว่ายังดูไม่สอดคล้องกับบริบทของโครงสร้างวงการกีฬาไทย ณ ปัจจุบัน
แต่กระนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว “โค้ชท็อป” มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย สรุปดังนี้
-ข้อดี
-ความชัดเจนด้านบัญชี
-ลดความเสี่ยงใช้เงินผิดวัตถุประสงค์
-นักกีฬาได้รับสิทธิ์ครบถ้วน
-ลดความชัดแย้งระหว่างนักกีฬากับสมาคมกีฬา
-ข้อเสีย
-สมาคมกีฬากำกับดูแลยากขึ้น ถ้าหากเกิดกรณี นักกีฬาบาดเจ็บ, มีการเปลี่ยนตัวนักกีฬา และนักกีฬาไม่มาฝึกซ้อม

ขณะที่ มุมมองของนักวิชาการการกีฬา อย่าง ดร.เลอภพ โสรัตน์ ได้โพสต์ข้อความส่วนตัว ระบุว่า…..
“กองทุนกีฬา” เกิดมาเพื่อส่งเสริมสนับสนุนสมาคมกีฬา การสร้างความเข้าใจและข้อตกลง จึงควรจบแค่ 2 ฝ่าย การเมืองถึงจะดูแลแต่ถ้าผิดที่ผิดทาง 2 ฝ่ายที่รู้ดี ต้องร่วมช่วยกันชี้แจง “กองทุนกีฬา” เริ่มต้นจากที่เคยมีเงินน้อย จนวันนี้มีมากขึ้น เหมือนปัญหาในการมองต่างกัน จาก 2 ฝ่าย ไม่เคยจบสิ้น ตกลงปัญหามันอยู่ที่ไหน คนจ่ายไม่ดีหรือคนได้ไม่เคยพอ หรือคุยกันจบแล้วไม่เคยเข้าใจ
ถือเป็นข้อเสนอแนะและคำถามที่น่าสนใจไม่น้อยว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้น มีสาเหตุจากอะไรกันแน่ จากกองทุนกีฬา หรือ สมาคมกีฬา แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไร
แต่ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม ทุกอย่างต้องมี “จุดกึ่งกลาง” เอาผลประโยชน์ของนักกีฬาเป็นที่ตั้ง หากแต่ละฝ่ายมองแต่ประโยชน์ของตัวเอง แล้วเอานักกีฬามาเป็น “ตัวประกัน” แล้วแบบนี้วงการกีฬาของประเทศไทย จะเดินหน่าพัฒนากันอย่างไร
ถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่มีความจริงใจ ไม่ร่วมใจกันแก้ปัญหา ทุกอย่างก็จะวบลูปกลับมาเช่นนี้ตลอดไป
สุดท้ายผู้ที่รับกรรม ก็คงหนีไม่พ้น “นักกีฬา” นั่นเอง



