นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือปตท. เปิดเผยว่า ในปี 69  ปตท.ยังเดินหน้าสร้างกระแสเงินสดให้ได้ตามเป้าหมายที่ระดับ 100,000 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นอีก  83,000  ล้านบาท จากปี 68 ทำได้อยู่ที่  17,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งจะมาจากการหาพันธมิตรร่วมลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โดยปตท.อาจจะต้องมีการขายหุ้นบางส่วนออก เพื่อเปิดโอกาสให้พันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งคาดว่า ภายในปีนี้จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับพันธมิตรร่วมลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน รวมความชัดเจนเกี่ยวกับพันธมิตรร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น

นอกจากนี้ในปี 69 ปตท.ยังเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม  มูลค่ารวมกว่า ​ 26,279   ล้านบาท โดยยกประสิทธิภาพการทำงานผ่าน โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการ P1 ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่ม 3,244 ล้านบาท  โครงการ​ D1 ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่ม 1,035 ล้านบาท ​โครงการ MissionX ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่ม 20,000 ล้านบาท  โครงการ AXIS ตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่ม 2,000 ล้านบาท

“แผนการขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไร หรือ ที่ปตท.ไม่มีความถนัดนั้น ยังเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในอนาคต”

ด้านทิศทางธุรกิจในปี 69  ปตท.มองว่า ปริมาณการขายจะเติบโตขึ้นจากปี 68  ทั้งในส่วนของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จากการทำธุรกิจเทรดดิ้งที่ปีนี้ คาดว่า จะทำได้ระดับ  3  ล้านตัน  จากปี 68  ทำได้ประมาณ  2 ล้านตัน และธุรกิจสำรวจและผลิตของ ปตท.สผ. ที่จะมีปริมาณปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นทั้งจากแหล่งในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงต้นปีนี้ ถือว่าปรับตัวดีขึ้นและน่าจะสนับสนุนราคาก๊าซฯ รวมถึงมาร์จิ้นปิโตรเคมีบางตัวก็มีทิศทางที่ดีขึ้น

นอกจากการบริหารจัดการตามแผนกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ปตท. ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นและดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง โดยจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินและสร้างความเชื่อมั่นในสถานะการเงินขององค์กรต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น รวมถึงมีแผนเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ซึ่งคาดว่า จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับโครงการฯนี้ ออกมาในเร็วๆนี้

“หุ้นปตท.ที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงนี้ มองว่า มาจากความชัดเจนของกลยุทธ์ที่ปตท.ดำเนินการต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน โดยโฟกัสในธุรกิจหลัก และทำได้ตามแผน ผลประกอบการก็ออกมาดีเหนือความคาดหมายภายใตความผันผวนทางธุรกิจ รวมถึงความตั้งใจดูแลผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งในปี 2568 ก็มีการจ่ายปันผลพืเศษ ส่วนการซื้อหุ้นปตท.คืนจะดำเนินการต่อหรือไม่นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด ปตท.”

ทั้งนี้ ปตท. ยังคงดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความสมดุลพลังงาน 3 ด้าน  ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่แข่งขันได้ และความยั่งยืน ตามพันธกิจการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญตามแผนกลยุทธ์ ประกอบด้วย

ธุรกิจ Hydrocarbon and Power ที่เป็นธุรกิจหลัก มุ่งเน้นขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจสำรวจและผลิต เพิ่มกำลังการผลิตในโครงการต่างๆ ได้แก่ แหล่งอาทิตย์ แหล่งสินภูฮ่อม และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (Malaysia-Thai Joint Development Area : MTJDA) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อีกทั้งลงทุนเพิ่มเติมในแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกในประเทศแอลจีเรีย ขณะเดียวกัน ปตท. เร่งสร้างการเติบโตธุรกิจ Liquefied Natural Gas (LNG) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player โดยมีแผนขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ซึ่งปีที่ผ่านมา ปตท. มีการค้า LNG ปริมาณ 3.3 ล้านตัน รวมถึงมีการลงนามสัญญาระยะยาวเพื่อจัดหา LNG จำนวน 1.6 ล้านตัน

พร้อมแสวงหาการเติบโตในต่างประเทศ นอกจากนี้โครงการปรับพอร์ตการลงทุนของธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่น (Genesis) ของ ปตท. เพื่อแสวงหาพันธมิตรระดับโลกมาช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับ Flagship มีความคืบหน้าเป็นไปตามแผนงาน และคาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2569 นี้ นอกจากนี้ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) ยกระดับเป็น Infrastructure Flagship เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ของกลุ่ม ปตท. ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านธุรกิจ Non-Hydrocarbon ปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ตามกลยุทธ์ Smart Exit ทำให้ได้รับเงินสดกลับมากว่า 13,000 ล้านบาท จากการลดสัดส่วนการถือหุ้นบริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) การขายเงินลงทุนในหุ้นของ CATL รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด อีกทั้งปลดล็อคศักยภาพธุรกิจ Life Science ผนึกพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เสริมการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Funding) พร้อมรุกตลาดยาสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US)

สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น ทาง ปตท. เชื่อว่า จะสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐได้ เพื่อให้ ปตท. ดูแลพลังงานประเทศได้อย่างมั่นคงต่อไป และอยากให้ภาครัฐมุ่งส่งเสริมและบูรณาการด้านการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยส่งเสริมด้านสัญญา การออกกฎหมาย และมาตรการส่งเสริมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เนื่องจาก CCS จะเป็นวิ่งที่ทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero  ประเทศได้ต่อไป