สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ว่า กฎหมายดังกล่าว ซึ่งสภาแห่งชาติเวียดนามผ่านการรับรองเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว มุ่งเน้นไปยังความเสี่ยงที่เกิดจากเอไอสำหรับการสร้างคอนเทนต์ โดยกำหนดให้มีการกำกับดูแลและควบคุมโดยมนุษย์ ในลักษณะเดียวกันกับกฎหมายเอไอฉบับสำคัญของสหภาพยุโรป (อียู)

แม้หลายประเทศดำเนินการเพื่อจัดการกับอันตรายจากแชตบอตและเครื่องมือสร้างรูปภาพ ตั้งแต่ข้อมูลเท็จ ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางออนไลน์ และการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ออกกฎหมายแล้ว

รัฐบาลฮานอย ระบุในรายงานเมื่อเดือน ธ.ค. ว่า กฎหมายฉบับนี้ปูทางให้กับเวียดนาม ในการบูรณาการอย่างลึกซึ้งกับมาตรฐานสากล พร้อมกับรักษาอธิปไตยทางดิจิทัล

ทั้งนี้ กฎหมายเอไอของเวียดนาม กำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ต้องติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดยเอไออย่างชัดเจน เช่น ดีปเฟค ซึ่งแยกแยะได้ยากจากความเป็นจริง รวมถึงให้บริษัทเปิดเผยต่อลูกค้า เมื่อพวกขากำลังโต้ตอบกับตัวแทนเอไอ มากกว่าตัวแทนมนุษย์ โดยมีผลบังคับใช้กับผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ และผู้ปรับใช้เทคโนโลยีนี้ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นองค์กรของเวียดนาม หรือหน่วยงานต่างชาติที่ดำเนินงานในประเทศ

ด้านนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ระบุบนเว็บไซต์ของรัฐบาลเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า เอไอและเศรษฐกิจข้อมูลเป็น “เสาหลัก” ของโมเดลการพัฒนาใหม่ที่ยั่งยืนและชาญฉลาดยิ่งขึ้น ซึ่งภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ รัฐบาลฮานอยจะจัดตั้งศูนย์ประมวลผลเอไอแห่งชาติ ปรับปรุงแหล่งข้อมูล และสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในเวียดนาม

อนึ่ง กฎหมายเอไอของเวียดนาม ถือเป็นก้าวสำคัญด้านกฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลฮานอยจะบังคับใช้กฎหมาย และจะออกแนวทางการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร.

เครดิตภาพ : AFP