สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ว่าภายในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จัดการกับสองพันธมิตรซึ่งใกล้ชิดที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของจีน
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ถูกสหรัฐควบคุมตัว และต่อมาในช่วงปลายเดือนก.พ. สหรัฐและอิสราเอลสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
ปฏิบัติการทางทหารทั้งสองครั้งดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงการชิงพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ในอเมริกาใต้และตะวันออกกลางไปจากจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการโจมตีจุดตายสำคัญที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง นั่นคือ “น้ำมัน”
After Iran, China faces 'difficult calculus' on Trump, oil and Taiwan https://t.co/3Fm7Ya2C8e
— Nikkei Asia (@NikkeiAsia) March 2, 2026
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ เคปเลอร์ ระบุว่าทั้งสองประเทศส่งออกน้ำมันดิบส่วนใหญ่ไปที่จีน โดยน้ำมันดิบมากกว่าครึ่งของเวเนซุเอลา และเกือบทั้งหมดของอิหร่าน ถูกส่งไปที่จีนเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อคำนวณจากข้อมูลของศูนย์นโยบายพลังงานโลก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย พบว่าน้ำมันจากสองแหล่งนี้คิดเป็นประมาณ 15% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันทั้งหมดของจีน
นายร็อบ ธัมเมล ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก “เทอร์ทอยส์ แคปิทัล” มองว่าจีนคือ “ผู้แพ้รายใหญ่” ในความขัดแย้งกับอิหร่าน เนื่องจากจีนผลิตน้ำมันได้น้อยกว่าปริมาณที่บริโภคจริงมหาศาล “ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘ปริมาณน้ำมันดิบที่จับต้องได้’ เพราะจีนต้องพึ่งพาการนำเข้าเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจทั้งหมด”
นอกจากการหยุดชะงักของแหล่งน้ำมันโดยตรง จีนและระบบเศรษฐกิจในเอเชียยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือปั่นป่วน เนื่องจากเป็นเส้นทางเดินเรือหลักของน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียและคูเวตด้วย.
เครดิตภาพ : AFP



