รายงานข่าวจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า วันนี้ (4 มี.ค.69) ตลาดหุ้นไทยร้อนแรงตั้งแต่เปิดตลาดลดลงทันที 61จุด จากนั้นเพียงระยะเวลา 16-17 นาที ร่วงหนักไปกว่า 100 จุด ดัชนีหลุด 1,400 จุดทันที โดยที่ ณ เวลา 10.20 น. ดัชนีอยู่ที่ 1,363.53 จุด ลดลง 102.98 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,976.54 ล้านบาท หลักๆเกิดจากการเทขายหุ้นพลังงาน อาทิ ปตท. ,กัลฟ์ ,ปตท.สผ
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS)ประเมินสถานการณ์ว่า ความตึงเครียดที่ขยายวงกว้างไปมากกว่า 10 ประเทศ ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะอุปทานหยุดชะงัก (Supply Shock) ในระดับสูง
ปัจจัยหลักที่น่ากังวล
– ความเสียหายรุนแรงของโรงกลั่น ARAMCO ซึ่งเป็นโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบียหลังเกิดไฟไหม้จากการโจมต
– ประเทศกาตาร์ที่ต้องระงับการผลิตที่โรงงาน LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
– การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก แทบจะหยุดสนิทลง
– ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแทรกแซง โดยจัดให้มีประกันภัยการเดินเรือและส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน
– ราคาน้ำมันดิบ WTI เฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งขึ้นถึง 9.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
– หากเกิดเหตุการณ์ Oil Shock ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีก 20 ดอลลาร์/บาร์เรล อาจดันให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ขยับขึ้นเป็น 2.5%
– มีโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
– เสี่ยงเผชิญวิกฤตเงินเฟ้อและ Stagflation ถือเป็นความท้าทายอย่างหนัก
– ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูง มูลค่าการขาดดุลการค้ากับภูมิภาคนี้ถึง 15,584 ล้านเหรียญสหรัฐฯ กว่า 72.4% ของการนำเข้าคือพลังงาน
– ระยะสั้น 1-3 เดือนข้างหน้า หากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งทะลุ 100-120 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
– ต้นทุนโลจิสติกส์และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นทันที ซึ่งจะเข้ามากดดันกำลังซื้อของประชาชน
– ระยะยาว ไทยอาจมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว)
– ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ติดลบหนักขึ้น
– บีบให้รัฐบาลต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Renewable Energy) เร็วกว่ากำหนด
กลยุทธ์การลงทุน
– ต่างชาติทิ้งเอเชียเหนือ สลับซื้อหุ้นพลังงานไทย ใ
– ตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะปรับฐานลงแรงกว่า 4% จากแรงเทขายของสถาบันในประเทศเกือบ 6 พันล้านบาท
– ภาพรวมระดับภูมิภาค กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ได้เริ่มสลับเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มาเข้าสะสมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน
– ตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี (ENERG + PETRO) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดถึง 31% ได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น ช่วยพยุงไม่ให้ดัชนีปรับตัวลงลึกเท่าประเทศอื่น
– นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มพลังงาน อาทิ PTT, PTTEP, IVL, PTTGC, BCP รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับฐานลงมาแรงและน่าสนใจอย่าง AOT, BH, BDMS และ CENTEL



