กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เพียงชั่วข้ามคืนสำหรับเรื่องราวที่ได้ออกจากปากของสาวเก่ง ปู-กนกวรรณ บุรานนท์ ภรรยาของ เด๋อ ดอกสะเดา ปรมาจารย์ระดับตำนานของวงการตลกที่บอกเลยว่า ช็อกความรู้สึกของคนทั้งประเทศหนักมาก เพราะในวันที่ปูแถลงข่าว เธอได้เล่าว่าเธอนั้นตกอยู่ในสถานะของ “เมียน้อย” มานานกว่า 29 ปี เพราะเด๋อสามีเธอคบสาวอีกหนึ่งคนเอาไว้เป็นโลกใบที่สอง ซึ่งมารู้เอาตอนที่เด๋อป่วยนอนที่ศูนย์ฯรักษาผู้ป่วย ทำให้เธอรู้สึกเสียใจมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอดูแลสามีอย่างดีและสามีแทบไม่ได้ออกมาช่วยอะไรเลย
ต่อมาปูได้เผยต่ออีกว่าเธอรู้มาว่า เด๋อ ได้จดทะเบียนสมรสกับ “โลกใบที่สอง” ของเขา ซึ่งเป็นคนธรรมดานอกวงการ มานาน 29 ปี ตลอดเวลาที่รักกันเลย ทำเอาคนทั้งประเทศต่อว่าเด๋อและด่าทอครอบครัวเด๋ออย่างมากมาย ทำให้หลายคนพากันมอนิเตอร์หนักมากว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร
ก่อนที่ดราม่าจะไปไกล เปิ้ล ณภัทร ลูกสาวของเด๋อกับครอบครัวเก่าก็ได้ออกมาฟาดกลับแบบหนังคนละม้วนถึงปูว่าโกหกสังคม พ่อเธอเป็นคนใจดีและไม่เคยจดทะเบียนสมรสและไม่ได้มีโลกใบที่สองอย่างที่สาวปูกล่าวอ้าง ทำเอาคนทั้งประเทศงงหนักว่าความจริงคืออะไร แล้วโลกใบที่สองมีจริงไหม
งานนี้โลกออนไลน์มีการวิจารณ์เรื่องดังกล่าวอย่างร้อนแรง ทำให้หลายคนมาสอบถามกันยกใหญ่ว่าโลกใบที่สองที่เราพูดๆ กันเนี่ยจริงๆ มันมีที่มาอย่างไร แล้วในวงการมันเป็นอย่างไร
“บันเทิงเดลินิวส์” เลยไม่พลาดชวนมาเปิดแฟ้มลับ “จุดกำเนิด” เรื่องราวโลกสองใบของวงการบันเทิงกัน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 หน้าประวัติศาสตร์บันเทิงไทยต้องจารึกนิยามใหม่ของความสัมพันธ์ เมื่อนักร้องหนุ่มเสียงนุ่ม ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง ออกมายืดอกรับผิดกลางโต๊ะแถลงข่าวว่าเขาได้ “สร้างโลกขึ้นมาสองใบ” เพื่อคบซ้อนผู้หญิงสองคนพร้อมกันนานกว่า 10 ปี โดยที่ทั้ง “คุณปลา” (เจ้าสาวในงานวิวาห์สายฟ้าแลบ) และ “คุณโบว์” (แฟนสาวที่ทำธุรกิจร่วมกัน) ต่างไม่เคยระแคะระคายถึงตัวตนของกันและกันเลย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนคำว่า “คบซ้อน” ให้กลายเป็นการสร้างโลกคู่ขนานที่แยกขาดจากกันด้วยกำแพงแห่งการโกหกที่ซับซ้อนเกินกว่าใครจะคาดคิด
ในคำสารภาพนั้น ป๊อบระบุว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากความ “ขี้ขลาด” และการตัดสินใจที่ผิดพลาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความรัก จนเลือกที่จะปั้นแต่งเรื่องราวเพื่อรักษาสถานภาพในโลกทั้งสองฝั่งไว้ให้ได้นานที่สุด เขาใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดระแวงและต้องจัดการตารางเวลาอย่างแยบยลเพื่อไม่ให้โลกทั้งสองใบโคจรมาบรรจบกัน โดยเหตุการณ์นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความบอบช้ำให้ฝ่ายหญิงทั้งสอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ “คนดี” ของเขาอย่างรุนแรง จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในสังคมไทยที่ใช้เรียกพฤติกรรมการโกหกแบบจัดฉากว่า “โลกสองใบ” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากนั้นหลายปีต่อมา ป๊อบ ปองกูล ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการยอมรับความผิดและก้าวผ่านมรสุมชีวิตด้วยการเลือกเผชิญหน้ากับความจริง เขาให้สัมภาษณ์ถึงบทเรียนสำคัญว่า “การโกหกคือการติดคุกที่ไม่มีลูกกรง” เพราะต้องคอยสร้างเรื่องทับซ้อนไปเรื่อยๆ จนหาทางออกไม่เจอ ปัจจุบันเขาเลือกที่จะประคับประคองชีวิตคู่กับคุณปลาและใช้ความผิดพลาดในอดีตเป็นเครื่องเตือนใจในการใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงที่สุด โดยเขามักจะเน้นย้ำเสมอว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการมีโลกหลายใบ แต่เกิดจากการมีโลกใบเดียวที่สามารถสบตาคนข้างๆ ได้อย่างสนิทใจที่สุดนั่นเอง
จริงๆ เรื่องราวดังกล่าวของหนุ่มป๊อบนั้น มันควรจะจบลงที่การแถลงข่าวยอมรับผิดแล้วจบลงด้วยการแก้ไขปัญหาและดำเนินชีวิตต่อไปอย่างที่มันควรเป็นแล้ว
แต่คำว่า “โลกสองใบ” ที่หนุ่มป๊อบได้ให้กำเนิดมันออกมานั้น กลับถูกใช้ต่อๆ กันมาจนกลายเป็นเรื่องราวทั้งในและนอกวงการบันเทิงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นต่อจากหนุ่มป๊อบ หรือเคสอื่นๆ ที่ถูกใช้โยงว่าเป็นความสัมพันธ์แบบโลกสองใบ
หรือเคสล่าสุดของปู-เด๋อที่ทำเอาคนหันกลับมาสนใจคำนี้อีกครั้ง ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ของวงการบันเทิงที่ทำให้หลายคนพากันติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดทีเดียว
และก็อย่างที่รู้กัน ในอดีตคนอาจจะไม่ได้แสดงความเห็นแบบเรียลไทม์ได้ แต่ในปัจจุบันทุกคนดูข่าวหรืออ่านบทสัมภาษณ์ของฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้วก็นำไปเป็นอารมณ์และมาด่าทอจนกลายเป็น “ดราม่า” ในโลกออนไลน์ไปเสียแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนใจเหล่านักวิจารณ์ต่างๆ ตลอดก็คือ ดูแล้วอย่าเอาอารมณ์ไปเกี่ยวข้อง เพราะบางครั้งดาราหรือคนดังเอง เขาก็ไม่ยอมเป็น “กระโถนท้องพระโรง” ให้เราด่าเล่น ด่าเอาสนุกอีกแล้ว ยังไงก็ระวังด้วย เพราะถ้าจะด่าใครก็อาจจะต้องเตรียมเงินไว้ยามที่เขา “ไม่ยอม” ก็ได้



