หากไม่นับการสู้รบในตะวันออกกลาง ปัญหาปากท้อง เรื่องใกล้ตัวเรามากๆ อีกอย่างก็คือ เรื่องสินค้าเกษตรกรตกต่ำ โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมที่ลดลงเหลือ ลูกละ 2 บาท จนเกษตรกรร้องระงม ขาดทุนมหาศาล  โดยล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ จ.ราชบุรี เพื่อแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ พบปัญหาสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ตกต่ำ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยสามารถแบ่งออกได้ดังนี้

1) ภาคการเกษตร ในประเทศมีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพร้อมกันหลายพื้นที่ ผลผลิตออกพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตล้นตลาด อุปทานมากกว่าอุปสงค์ ส่งผลให้ราคาตกต่ำ สืบเนื่องถึงเกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่มีทุนที่จะต่อยอดบำรุงต้นมะพร้าว ผลผลิตที่ได้จึงมีคุณภาพต่ำ ส่งผลให้ราคาตกต่ำต่อเนื่อง

2) ภาคผลสดส่งออก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน

2.1) โรงงานของคนไทยที่มีมาตรฐานสากล *ต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงกว่าในการปฏิบัติตามกฎหมายโรงงาน ทั้งภาษี การทำมาตรฐานสากลต่างๆ ด้านคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานอาหาร  ลูกค้าต่างชาติชะลอการสั่งซื้อสินค้า  สูญเสียตลาดส่งออกมะพร้าวน้ำหอมให้กับประเทศอื่น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและมีความผันผวนของราคาที่ต่ำกว่าไทย  ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทย ผันตัวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้กำหนดราคารับซื้อ/ขาย

2.2) โรงงานของทุนต่างชาติหรือนอมินี *มีการลงทุนที่ครบวงจรตั้งแต่ การเช่าเหมาสวน โรงผลิต โรงบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง-ส่งออก มีช่องทางจัดจำหน่ายเอง ทำให้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่ควบคุมราคารับซื้อ/ขายได้หมด และกำหนดเกณฑ์รับซื้อเฉพาะมะพร้าวน้ำหอมเกรดดีเท่านั้น  มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (บางแห่ง) หรือไม่ได้มีการทำระบบมาตรฐานเต็มรูปแบบ  แสดงบัญชีขาดทุนในไทยแต่กำไรปลายทางอยู่ต่างประเทศ รัฐบาลของนักลงทุนต่างชาตินั้นส่งเสริมการลงทุน ช่วยเรื่องภาษีในการนำเข้าสินค้าจากบริษัทต่างชาติของตนเองในไทย

3) ภาคแปรรูปอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าวน้ำหอม แบ่งออกเป็น 2 ด้าน 3.1) บริษัทของคนไทยเป็นโรงงานมาตรฐาน  โรงงานใช้มะพร้าวน้ำหอมแท้ 100%  โรงงานที่เป็นน้ำมะพร้าวปรุงแต่งมีการแจ้งปริมาณสัดส่วนปรุงแต่งที่แท้จริง 3.2) บริษัทนักลงทุนต่างชาติ  โรงงานที่ดำเนินการผลิตได้ตามมาตรฐานมีทั้งมะพร้าวน้ำหอม 100% และที่มีมะพร้าวน้ำหอมปรุงแต่งผสมตามสัดส่วนที่ใช้จริง  โรงงานที่ดำเนินการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ผลิตน้ำมะพร้าวปลอมปน หรือผสมปรุงแต่ง แต่ไม่ได้ระบุสัดส่วนที่ใช้จริง

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำเติมปัญหามะพร้าวน้ำหอมของไทย ได้แก่ สินค้าปลอม เช่น เติมน้ำตาล แต่งกลิ่น และ ผสมน้ำมะพร้าวพันธุ์อื่นแต่แจ้งว่าเป็นมะพร้าวน้ำหอม 100% ส่งผลกระทบต่อมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% คือ *ของแท้ขายไม่ได้  โรงงานไทยสู้ราคาถูกไม่ได้  ผู้บริโภคเข้าใจผิดรสชาติมะพร้าวไทย  ประเทศไทยเสียชื่อเสียง โดยปัญหาที่เกิดขึ้น ส่งผลต่อเนื่อง คือ ขายมะพร้าวน้ำหอมไม่ได้ >> โรงงานหยุดรับซื้อ >> เกษตรกรขาดรายได้ >> ลดคุณภาพสวน >> ราคาตกต่ำ

สรุป อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมของไทยต้องเผชิญกับ 4 วิกฤตปัญหา คือ 1) ช่วงผลผลิตขาดตลาด ราคาพุ่งสูง แข่งขันในตลาดไม่ได้ 2) ช่วงผลผลิตล้นตลาด ราคาต่ำ โรงงานเกิดภาวะ Over Stock 3) การแข่งขันต้นทุนต่ำจากทุนต่างชาติ และ 4) สินค้าปลอมปนทำลายคุณภาพและราคามะพร้าวน้ำหอมไทย

หลังการพูดคุย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำข้อหารือเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น มาถอดบทเรียนสถานการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ไม่เป็นไปตามกลไกราคาของตลาด และการแก้ปัญหาราคาตกต่ำในระยะยาว โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้

1) ภาคการเกษตร 1.1 บริหารจัดการควบคุมการขยายพื้นที่ปลูก-ป้องกันภาวะมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาด 1.2 ภาครัฐช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรให้มีเงินทุนในการบำรุงสวนมะพร้าว

2) ภาคการผลิต 2.1) บังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมทุกนักลงทุน โดยมีการตรวจด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น (นอมินี) 2.2) จัดระเบียบมาตรฐานสินค้า โดยแยกพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ที่ชัดเจนระหว่างน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% กับมะพร้าวผสม และตั้งหน่วยงานรับรองคุณภาพที่ชัดเจน ปราบปรามสินค้าปลอม ปกป้องสินค้าแท้ 100% 2.3) สนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างเป็นธรรม โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเจรจาการค้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

รวมทั้ง ผลักดันให้เกษตรกรในพื้นที่มีการ UpSkill และ ReSkill การบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้สามารถปรับตัวและสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง พึ่งพาตนเองได้ และนำไปสู่การส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมที่มีความผันผวนได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐจะต้องเป็นแบ็กอัพ ช่วยส่งเสริมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการข้างต้นให้เอกชน และเกษตรกรด้วย