วานนี้ (4 มี.ค. 2569) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ระทึกขวัญในออสเตรเลีย เมื่อหญิงเจ้าของบ้านรายหนึ่งโดนคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายถึงในบ้าน ก่อนที่เขาจะถูกตำรวจยิงจนเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาที่ย่านพ็อตส์ พอยต์ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ผู้ตกเป็นเหยื่อคือโคลอี พอล วัย 41 ปี ช่างภาพหญิงและคุณแม่ลูกสาม เธอถูก ดร. สตีเวน หลิน อดีตทันตแพทย์ชื่อดังบุกเข้ามาในบ้านและพยายามบีบคอเธอ ก่อนที่เขาจะถูกตำรวจยิงเสียชีวิต
รายงานข่าวระบุว่า พอล กำลังทำงานอยู่ที่บ้านในขณะที่ ดร. หลิน บุกเข้ามาและเอ่ยปากข่มขู่ขอเงินจากเธอก่อนที่จะกดร่างของแม่ลูกสามลงกับพื้นและเริ่มทุบตีเธอ แต่พอลสามารถสู้กลับเพราะเธอพื้นฐานด้านการชกมวย จากนั้นเธอจึงรีบโทรแจ้งตำรวจ
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านของ พอล และเผชิญหน้ากับ หลิน เขาพยายามพุ่งเข้าใส่ตำรวจพร้อมอาวุธมีด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ปืนไฟฟ้ายิงสกัด แต่กลับไม่ได้ผล จึงตัดสินใจยิงด้วยกระสุนจริงหนึ่งนัดจนเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าก่อนจะบุกห้องของพอล อดีตทันตแพทย์คนดังก็ไปทำร้ายเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งในห้องซักรีดรวมของอาคารด้วย ส่วน พอล นั้น ต้องเข้ารับการผ่าตัดดั้งจมูกที่หักจากการโดนทำร้ายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
จากการสืบสวนเบื้องต้นเชื่อว่าในขณะเกิดเหตุ ดร. หลิน มีอาการมึนเมาจากการเสพสารเสพติด
ในอดีต หลิน เคยเป็นทันตแพทย์ด้านโภชนาการที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นเจ้าของคลินิกทันตกรรมที่ได้รับความนิยมสูงถึงสองแห่ง อีกทั้งยังเขียนหนังสือขายดีชื่อว่า “The Dental Diet” อย่างไรก็ตาม ชีวิตของเขาเริ่มตกต่ำและติดยาไอซ์อย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากชีวิตสมรสล้มเหลวและมีการเปิดเผยว่าเขาแอบไปมีลูกลับๆ กับหญิงอื่น โดยโพสต์ล่าสุดในโซเชียลมีเดียของเขาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ คือการแชร์คลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาต่อต้านการฉีดวัคซีนในเด็ก

เมื่อไม่กี่วันก่อนเสียชีวิต หลินเพิ่งจะขึ้นศาลในข้อหาทำร้ายร่างกายและบีบคอพนักงานให้บริการทางเพศ รวมถึงขโมยเงินจากเธอไป 2,000 ดอลลาร์ (ราว 44,500 บาท) เมื่อเดือนมีนาคม 2568 แต่ศาลได้ยกฟ้องไปเนื่องจากผู้เสียหายไม่มาปรากฏตัวที่ศาล
ข้อมูลในบันทึกเอกสารจากศาลยังระบุอีกว่า หลินมีประวัติละเมิดเงื่อนไขการประกันตัวหลายครั้ง รวมถึงมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อสตรีและแสดงอาการคุกคามติดตามเหยื่อ ซึ่งสะท้อนว่าเขาไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายก่อนที่จะมาจบชีวิตลงในเหตุการณ์ครั้งนี้
ที่มา : nypost.com, theaustralian.com.au
เครดิตภาพ : distevenlin.com, 9News



