ประเทศไทยตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ.2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ.2608

              ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  บริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT  ดำเนินโครงการ “ทำนาลดคาร์บอน” โดยวิธีทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying : AWD) ประโยชน์สำคัญ ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง25-40 %ลดการปล่อยก๊าซมีเทน

              อัจฉรา เจริญพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงาน ความยั่งยืนองค์กร บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง  หรือDMT  เปิดเผยว่าได้ บริษัทฯเริ่มนำร่องโครงการ “ทำนาลดคาร์บอน”ตั้งแต่มิ.ย.ปี68 ใช้เทคนิคการบริหารน้ำในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง หรือการปล่อยให้ระดับน้ำขังและแห้งสลับกันในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อเปิดทางให้ดินได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ระบบรากแข็งแรงดูดซึมแร่ธาตุได้ดียิ่งขึ้น ลดการใช้ปุ๋ย  ช่วยตัดวงจรการเกิดสภาวะไร้ออกซิเจนในชั้นดิน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดก๊าซมีเทน หลังการเก็บเกี่ยวใช้วิธีอัดฟาง เพื่อลดการเผา 

              อัจฉรา กล่าวต่อว่า  โครงการ “ทำนาลดคาร์บอน” ได้ร่วมกับบริษัท เน็ตซีโร่ คาร์บอน จำกัด  และบริษัท SPIRO CARBON  เข้าไปสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และองค์ความรู้ให้กับชาวนาในพื้นที่อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ในพื้นที่นา 20 ไร่ ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ในแนวเส้นทางของโทล์ลเวย์ โดยใช้พันธุ์ข้าวเลือกปลูกเป็นข้าวหอมปทุม  และเมื่อต้นเดือนก.พ.ได้มีการหว่านพันธุ์ข้าวของผู้บริหารและพนักงาน นำโดย ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) และ ธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตซีโร่ คาร์บอน จำกัด และดร.อัมรินทร์ ดรัณภพ ประธานเจ้าหน้าที่วิจัยและพัฒนา บริษัท SPERO CARBON    

              “บริษัทกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับกับข้อตกลงปารีส เพื่อจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศา โดยเน้นการจัดทำบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นทั้งองค์กร

              ธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตซีโร่ คาร์บอน จำกัด  กล่าวว่าภาคเกษตกรรมโดยเฉพาะการทำนาข้าวเ ป็นหนึ่งในตัวการหลักที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากน้ำที่ขังในนาสร้างก๊าซมีเทนซึ่งรุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 30 เท่า การเปลี่ยนมาใช้วิธี “เปียกสลับแห้ง” สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% หรือจากเดิม 1 ตันคาร์บอนต่อไร่ เหลือเพียงประมาณ 0.4 ตันต่อไร่เท่านั้น

              วิธีการตรวจวัดการทำนาลดคาร์บอน ใช้เทคโนโลยี Remote Sensing ผ่านภาพถ่ายดาวเทียมหลายดวงควบคู่กับ AI เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการทำนาจริงในพื้นที่นับแสนไร่ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้ในระบบ บล๊อกเชน(Blockchain)เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  ป้องกันปัญหาการนับซ้ำและการฟอกเขียว จนนำไปสู่การแปลงค่าคาร์บอนที่วัดได้เป็นเหรียญดิจิทัล (Token) ยกตัวอย่างDMT Coin เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงผลตอบแทนจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และภาคเอกชนสามารถนำไปใช้ Carbon Offset หรือ “การชดเชยคาร์บอน”ได้

              อย่างไรก็ตามชาวนา ที่เข้าร่วมโครงการพบว่าผลิตผลข้าวเพิ่มขึ้นถึง 30-40% เนื่องจากระบบรากที่แข็งแรงขึ้นจากการสลับน้ำ และยังช่วยลดต้นทุนการจัดการวัชพืชไปในตัว สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนจากกระแส CSR ไปสู่นโยบายหลัก และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้นอย่าง ซีแบม (CBAM )ซึ่งหากภาคเกษตรไทยไม่ปรับตัวตั้งแต่วันนี้อาจสูญเสียโอกาสในตลาดพรีเมียมอย่างยุโรปได้  ซึ่งการสนับสนุนการทำนา 20 ไร่  จะเป็นต้นแบบสนับสนุนให้ชาวนาในพื้นที่ใกล้เคียงเปลี่ยนรูปแบบการทำนาแบบเดิม

                “ปัจจุบันมีความร่วมมือจากกลุ่มพลังงาน และธนาคารพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าขยายพื้นที่ทำนาลดคาร์บอนรวมกว่า 300,000 ไร่ ภายใน 3 ปี”ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตซีโร่ คาร์บอน จำกัด  กล่าว

               ด้านดร.อัมรินทร์ ดรัณภพ ประธานเจ้าหน้าที่วิจัยและพัฒนา บริษัท SPIRO CARBON  กล่าวเสริมว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรม เกษตรกรคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุดและได้รับผลกระทบเป็นด่านแรก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความผันผวนของอุณหภูมิที่ทำให้ผลผลิตตกต่ำ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้ทำให้เกษตรกรฟื้นตัวได้ยากเนื่องจากขาดต้นทุนสำรองในการรับมือ เทคโนโลยีการทำนาแบบเปียกสลับแห้งซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการปรับตัวยุคใหม่ หากเกษตรกรมีความตั้งใจจริงในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต จะช่วยดึงดูดความร่วมมือและงบประมาณสนับสนุนจากต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลี

           ด้านลุงเล็ก เจ้าของที่นาเข้าร่วมโครงการและทดลองทำนาปียกสลับแห้งมาหลายครั้งแล้ว  บอกว่าข้อดีที่เห็นได้ชัดคือประหยัดน้ำ ต้นข้าวแข็งแรง อย่างแรกคือประหยัดน้ำแน่นอน แล้วก็สุขภาพข้าวดีกว่า แข็งแรงกว่า และไม่ค่อยเป็นโรค ซึ่งข้าวบางทีต้องหายใจทางรากบ้าง ปกติคนส่วนใหญ่จะเอาข้าวแช่น้ำตลอดเวลาถ้าเกษตรกรจดบันทึกจะเห็นชัดเลยว่าประหยัดค่ามันน้ำสูบน้ำได้เยอะ

              นสมัยก่อนน้ำยุบก็เติม ซึ่งทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย  เมื่อเห็นชลประทานปล่อยนน้ำมาจะรีบดึงน้ำเข้านาเพราะกลัวน้ำหมด ลุงเล็กเจ้าของที่นาในพื้นที่อ.บางปะอิน บอกถึงวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม