ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกต้องจารึกเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อปฏิบัติการทางทหารระดับ “สายฟ้าแลบ” ของ สหรัฐ และอิสราเอล ได้เปลี่ยนโฉมหน้าภูมิศาสตร์การเมืองโลกไปอย่างสิ้นเชิง

จุดเริ่มต้น.. ปฏิบัติการ “เด็ดหัว” ผู้นำสูงสุด

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐ และอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการร่วมกันในชื่อ “Operation Epic Fury” และ “Operation Roaring Lion” โดยมุ่งเป้าไปที่การทำลายโครงสร้างอำนาจสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งการโจมตีทางอากาศที่แม่นยำส่งผลให้ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตทันที พร้อมด้วยรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการระดับสูงรวมกว่า 48 นาย

ในเหตุการณ์นี้ สหรัฐได้แสดงแสนยานุภาพจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน (B-2, B-1, B-52) ถล่มคลังอาวุธทั่วอิหร่าน และประกาศเพิ่มกำลังผลิตอาวุธขึ้น 4 เท่า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสงครามระยะยาว

การตอบโต้และสมรภูมิที่ขยายวงกว้าง

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทางอิหร่านไม่ได้นิ่งเฉย แต่สวนกลับด้วยปฏิบัติการ “Operation True Promise IV” ทำให้ไฟสงครามลามไปทั่วภูมิภาคอ่าวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นการส่งขีปนาวุธและโดรนถูกส่งไปถล่มฐานทัพสหรัฐ ในจอร์แดน คูเวต บาห์เรน กาตาร์ และอิรัก รวมถึงย่านการทูตในซาอุดีอาระเบีย ส่วนทางด้านอิสราเอลประกาศสงครามกับกลุ่ม “ฮิซบอลเลาะห์” ในเลบานอนอย่างเป็นทางการ มีรายงานผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วกว่า 217 ราย

ส่วนความเสียหายของฝั่งอิหร่าน มีรายงานว่าพลเรือนเสียชีวิต 1,332 ราย (รวมเด็กนักเรียน 165 คน) ด้านสหรัฐ พบว่ามีทหารเสียชีวิต 6 นายในคูเวต ส่วนอิสราเอล พลเรือนนับล้านต้องลี้ภัยจากการระดมยิงขีปนาวุธกว่า 600 ลูก

เศรษฐกิจโลกอัมพาต เมื่อ “ฮอร์มุซ” ถูกปิด

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสมรภูมิ แต่กำลังลามเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ของคนทั่วโลก
-การเดินเรือ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เรือคอนเทนเนอร์ 10% ของโลกหยุดชะงัก บริษัทเดินเรือเลิกรับจองสินค้าไปตะวันออกกลาง
-พลังงาน โรงกลั่นในซาอุฯ และบาห์เรนถูกโจมตี กาตาร์ระงับการผลิต LNG ชั่วคราว ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก
-การบิน สนามบินดูไบและอาบูดาบีถูกโดรนโจมตี ต้องระงับเที่ยวบิน กระทบการเดินทางทั่วโลก

รอยร้าวในกลุ่มพันธมิตรและท่าทีนานาชาติ

สงครามครั้งนี้สร้างความตึงเครียดแม้แต่ในหมู่ชาติพันธมิตรตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น
สหรัฐ VS สเปน
สเปนสั่งแบนไม่ให้สหรัฐ ใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่ง “ตัดขาดทางการค้า” กับสเปนทันที
สหราชอาณาจักร
สุดท้ายยอมเปิดทางให้สหรัฐ ใช้ฐานทัพแฟร์ฟอร์ด โดยอ้างเหตุผลด้านการป้องกันตนเอง
ยูเออี
ประกาศเข้าสู่ภาวะสงครามเต็มตัว หลังต้องสกัดกั้นภัยคุกคามทางอากาศกว่า 1,500 ครั้ง

“ยอมจำนน” หรือ “สู้ต่อ”?

ปัจจุบัน ท่าทีของทั้งสองฝ่ายยังคงสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
-ฝ่ายอิหร่าน ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน พยายามลดระดับความรุนแรงด้วยการขอโทษเพื่อนบ้านและสั่งระงับการโจมตีข้ามพรมแดน แต่กลับถูกกลุ่มสายแข็ง (IRGC) ภายในประเทศมองว่าอ่อนแอ
-ฝ่ายสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิเสธการเจรจาทุกรูปแบบ โดยมองว่าคำขอโทษคือสัญญาณของความพ่ายแพ้ และยื่นคำขาดให้อิหร่านต้อง “ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข” เท่านั้น

สถานการณ์ในขณะนี้มาถึงทางตันของการทูต ทั่วโลกกำลังจับตาว่าการเรียกร้องให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นมา “เปลี่ยนแปลงระบอบ” ของทรัมป์และเนทันยาฮู จะเป็นจุดเปลี่ยนสู่สันติภาพหรือจะเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟให้สงครามลุกโชนยิ่งกว่าเดิมกันแน่?..

เครดิตภาพ : REUTERS, AFP