นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงสถานการณ์ผลกระทบราคาน้ำมันล่าสุดว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาครัฐต้องใช้กลไกของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เข้ามาช่วยพยุงราคาขายปลีก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของภาคขนส่งและเศรษฐกิจฐานราก

ทั้งนี้ปัจจุบันรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ถึงวันที่ 17 มี.ค. แม้ว่าต้นทุนจริงจะสูงกว่านั้นมาก โดยต้องใช้งบอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ เฉลี่ยถึงลิตรละ 9.57 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ วันที่ 9 มี.ค. 2569 เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละ 700 ล้านบาท

“สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกตอนนี้ถือว่าตึงตัวมาก แต่รัฐบาลยังใช้กองทุนน้ำมันเข้ามาดูแลราคาดีเซลเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและต้นทุนภาคขนส่งของประชาชน” นายอรรถพล กล่าว

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมีศักยภาพในการดูแลราคาน้ำมันต่อไปได้อีกอย่างน้อยประมาณ 15 วัน หลังจากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยหากจำเป็น กองทุนฯ ยังมีทางเลือกในการกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวทางที่เคยดำเนินการมาแล้วในอดีต

สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ หากจำเป็นต้องออกพ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย โดยหารือและขออนุมัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้


นายอรรถพล ยังกล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่าราคาน้ำมันดีเซลในบางพื้นที่ห่างไกล เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปรับขึ้นสูงถึงลิตรละ 40.50 บาท ว่า สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการจำหน่ายที่เกี่ยวข้องกับ “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าคนกลาง รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่สูงในพื้นที่ภูมิประเทศพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ปั๊มน้ำมันอิสระบางแห่งไม่ได้เป็นคู่ค้าประจำกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จึงต้องซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ในราคาตลาด เมื่อเกิดภาวะน้ำมันตึงตัว ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่จะจัดสรรสินค้าให้กับลูกค้าประจำก่อน ส่งผลให้ผู้ค้าคนกลางต้องหาน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงพลังงานเตรียมประชุมร่วมกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการบรรเทาผลกระทบ โดยอาจเปิดช่องให้ผู้ใช้จริง เช่น ผู้ประกอบการหรือสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ห่างไกล สามารถติดต่อซื้อจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ได้โดยตรงในช่วงวิกฤติ เพื่อลดบทบาทของคนกลางและควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป

ในด้านการจัดหาน้ำมัน นายอรรถพล กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างแน่นอน เนื่องจากมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่เข้มแข็ง และมีการกระจายแหล่งนำเข้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารความเสี่ยงโดยการหาแหล่งน้ำมันใหม่เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้พึ่งพาแหล่งจากตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันยังใช้เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศของกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านธุรกิจเทรดดิ้ง ซึ่งมีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อจัดหาน้ำมันเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีที่มีสถานีบริการน้ำมันบางแห่งจำกัดการเติมน้ำมันใส่แกลลอนเพื่อป้องกันการกักตุนนั้น ได้กำชับให้พลังงานจังหวัดทั่วประเทศประสานกับผู้ประกอบการสถานีบริการเพื่อสร้างความเข้าใจ

โดยแนวทางที่กระทรวงพลังงาน เน้นย้ำ คือ หากเป็นลูกค้าประจำที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน เช่น เกษตรกรหรือชาวประมงที่ใช้เครื่องจักรในการประกอบอาชีพ สถานีบริการควรพิจารณาจำหน่ายให้ตามปกติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำรงชีพ

ขณะเดียวกันจะเพิ่มความเข้มงวดกับลูกค้าหน้าใหม่ที่นำรถบรรทุกหรือภาชนะขนาดใหญ่มาซื้อน้ำมันในปริมาณมากผิดปกติ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกักตุนหรือเก็งกำไรในช่วงวิกฤติ

นายอรรถพล ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันของ ปตท. เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากภาวะตื่นตระหนกของประชาชนที่แห่ไปซื้อน้ำมันสำรองไว้จำนวนมาก พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ เนื่องจากรถขนส่งน้ำมันต้องวิ่งเติมสต๊อกให้สถานีบริการบ่อยขึ้น จนบางช่วงไม่สามารถหมุนรอบได้ทัน

“อยากขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปซื้อน้ำมันสำรองเกินความจำเป็น เพราะระบบการจัดหาน้ำมันของประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่ง และมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตินี้