ในโลกของเศรษฐกิจ เรามักจะได้ยินคำว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation) จนชินหู แต่มีภาวะหนึ่งที่เหล่านักเศรษฐศาสตร์กลัวยิ่งกว่า นั่นคือ Stagflation คือสถานการณ์ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

Stagflation คืออะไร?

Stagflation คือภาวะที่ ราคาสินค้าแพงขึ้น (เงินเฟ้อ) ในขณะที่ เศรษฐกิจหยุดชะงัก และคนตกงานเพิ่มขึ้น ถือเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่แก้ไขยากที่สุดเพราะนโยบายแก้เงินเฟ้อมักจะไปซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจถดถอย

Stagflation มาจากการผสมคำสองคำคือ Stagnation (เศรษฐกิจชะงักงัน) + Inflation (เงินเฟ้อ)

โดยปกติแล้ว ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้อมักจะมาพร้อมกับเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง แต่ Stagflation คือความผิดปกติที่เกิด 3 ปรากฏการณ์พร้อมกัน

1.อัตราเงินเฟ้อสูง: ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว

2.เศรษฐกิจเติบโตช้า: GDP หยุดนิ่งหรือติดลบ

3.อัตราการว่างงานสูง: บริษัทเลิกจ้าง หรือไม่จ้างงานเพิ่ม

สาเหตุที่ทำให้เกิด Stagflation?

ทำไมจู่ๆ เศรษฐกิจถึงพังทั้งสองด้าน? ส่วนใหญ่มักเกิดจาก “แรงกระแทก”

  • Supply Shock (วิกฤติด้านอุปทาน): เช่น ราคาพลังงานหรือน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกะทันหัน ทำให้ต้นทุนการผลิตทุกอย่างแพงขึ้น แต่กำลังซื้อคนเท่าเดิม
  • นโยบายการเงินที่ผิดพลาด: การฉีดเงินเข้าสู่ระบบมากเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ทำให้เงินล้นตลาดแต่ไม่มีการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นจริง

วิธีรับมือในฐานะผู้บริโภคและนักลงทุน

เมื่อเกิด Stagflation สิ่งที่เราควรทำคือการ “เน้นความปลอดภัย” (Defensive Strategy)

1.ลดหนี้สิน: โดยเฉพาะหนี้ดอกเบี้ยลอยตัว เพราะธนาคารกลางมักจะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ

2.ถือสินทรัพย์ที่ทนทานต่อเงินเฟ้อ: เช่น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็น

3.ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive: เลือกธุรกิจที่ขายสินค้าจำเป็น (Consumer Staples) ที่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะแย่แค่ไหน คนก็ยังต้องกินต้องใช้

4.เพิ่มทักษะ (Upskilling): ในภาวะว่างงานสูง คนที่มีทักษะหลากหลายจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกจ้างออก

แม้ Stagflation จะเป็นสภาวะที่น่ากังวล แต่การติดตามนโยบายของธนาคารกลางและการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างมีสติ จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้