การตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทุกที จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันที่ 14 มี.ค. 69 จากนั้น เป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภาและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มี.ค. และคาดว่า จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 18-19 มี.ค. ก่อนจะมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และแถลงนโยบายรัฐบาล ตามลำดับ

การจัดตั้ง ครม. หลังพรรคเพื่อไทยสัมมนาที่บุรีรัมย์ โผ ครม. เริ่มชัด มีการแบ่งเก้าอี้ในกลุ่มน้ำเงินสายเลือดใหม่ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น จากกลุ่มชลบุรี จะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) “ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จะได้เป็น รมว.พลังงาน “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา จะได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม

และยังมี “แก๊งลูกบังเกิดเกล้า” ลูกหลานบ้านใหญ่ จะถูกวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญๆ อาทิ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี (ลูกชายอดีต รมต.แหม่ม มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์) “โกแพ” วรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เป็น รมช.มหาดไทย “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ ผู้สร้างจักรวาลไทบ้าน “นอร์ท” ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม

แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) “เจ๊รวย” สุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ “เต้ย” พลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรความเหมาะสม ขณะที่ตำแหน่งทางฝ่ายนิติบัญญัติ “ครูตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ หลายสมัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภา คนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี รมช.คมนาคม เนื่องจากเป็น สส.หลายสมัย ประนีประนอมสูง คุ้นชินกับงานสภา และคุ้นเคยกับสส.ต่างพรรค เชื่อว่าจะสามารถทำงานสภาให้ราบรื่น

ส่วนรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค มีความเสี่ยงที่จะหลุด เนื่องจากมีคดีเครื่องสแกนม่านตาในชั้น ป.ป.ช. ที่คนในพรรคภูมิใจไทยตรวจสอบผ่านกระทรวงดีอี และกระทรวงยุติธรรมมาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท มีรายงานว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยจะเดินทางมาส่งชื่อรองประธานสภา คนที่ 2 วันที่ 12 มี.ค. นี้ ต่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่พรรค เวลา 13.30 น.

สำหรับสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทย ไม่เลือกพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล เนื่องจากมี สส. และแกนนำพรรคบางคน พัวพันกับธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส.หลายคนและแกนนำ มีชื่อในคดีแจกกล้วย สส. รับค่าเลี้ยงดู ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลในเร็ว ๆ นี้ (คาดว่ามีผู้ถูกแจ้งข้อหาสิบคนขึ้น) ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นั้น แกนนำภูมิใจไทย มองว่า ไม่มีเอกภาพทางการเมือง มีเพียง 21 เสียง ยังแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือ กลุ่ม “หัวหน้ามาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่ม “นายหัวแทน” ชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใครได้ จึงยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล เป็นต้น

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าวางแผนทำงาน กฎหมายที่พรรคจะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็น พ.ร.บ.โอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้นพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ คาดว่าผ่านสภาได้ใน 6 เดือน

พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาต และการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่น การก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นี่เป็นข้อเสนอของ “รมต.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และ “รมต.แต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการปัญหาของประชาชน

ในส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่ 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิต จะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขันด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดเสรีเหมือนในต่างประเทศ ที่มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด

ความเคลื่อนไหวของพรรคส้ม พรรคประชาชน ที่รัฐสภา “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นำ สส.ทั้ง 119 คนของพรรคเข้ารายงานตัว เดินทางโดยรถบัสจำนวน 3 คัน หัวหน้าพรรคส้มให้สัมภาษณ์ว่า งานที่เราจะผลักดันต่อคือชุดกฎหมายหลายฉบับ เมื่อสภาเปิดอย่างเต็มรูปแบบ เราพร้อมยื่นกฎหมายทันที ไม่ว่าจะเป็นชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบงบประมาณ การยกระดับในการตรวจสอบ สิ่งแวดล้อม สิทธิเสรีภาพ การลดค่าไฟฟ้า

“เป็นกระบวนการปกติที่พรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลต้องมาทำงานฝ่ายค้าน คงไม่ต้องปรับกระบวนท่าในการทำงานอะไรมากกับพรรคประชาธิปัตย์และกล้าธรรม”

หัวหน้าเท้ง กล่าวว่า ในช่วงบ่ายนี้ หรืออีกหลายโอกาส จะหารือกันภายในพรรค เกี่ยวกับคดีเสนอแก้ ม.112 (ซึ่งถูกมองว่า เป็นการดึงสถาบันลงมาเป็นคู่ขัดแย้ง) หากเกิดฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 คน จะเดินหน้าทำงานในสภากันต่ออย่างไร เพื่อให้การทำงานในฐานะ สส.ไม่สะดุดลง เราเตรียมกระบวนการ เตรียมวิธีการไว้หมดแล้ว แต่ตัวบุคคลต้องเป็นกระบวนการภายใน อาจจะต้องหารือกับที่ประชุม สส.พรรคก่อน สุดท้ายหากเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารพรรค ต้องให้เป็นมติที่ประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งเราวางแผนไว้ว่าจะประชุมกันในช่วงเดือน เม.ย. นี้

และยังไม่สามารถบอกแทนเพื่อนสมาชิกได้ว่า หัวหน้าพรรคคนใหม่จะเป็น “อาจารย์ต้น” วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์หรือไม่

ส่วนที่ทางพรรคได้ยื่นให้ กกต.ตรวจสอบการเลือกตั้งเขต 2 จ.สุพรรณบุรี นั้น ก็คงต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการว่ามีผลเป็นอย่างไร หากเกิดเหตุที่เห็นได้ชัดว่าน่าจะมีความผิดปกติ เราก็พร้อมจะดำเนินการกับเขตอื่นๆ อย่างเต็มที่ ทีมกฎหมายของพรรคได้รวบรวมพยานหลักฐานค่อนข้างครบถ้วนแล้ว สังคมยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งอยู่ หากมีการเปิดสภา และรัฐบาลเดินหน้าไป สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่ากระบวนการในการเลือกตั้งมีปัญหาเกิดขึ้นจริงจะเกิดผลเสียต่อประเทศมากที่สุด

ที่ศาลจังหวัดระยอง ศาลนัดฟังคำพิพากษาที่พนักงานอัยการจังหวัดระยอง ยื่นฟ้อง นายนครชัย ขุนณรงค์ อดีต สส.ระยอง เขต 3 พรรคก้าวไกล เป็นจำเลย ในความผิดฐานลงสมัครรับเลือกตั้งโดยรู้อยู่แล้วว่าตนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน นายนครชัยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ในคดีลักทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2626/2558 ของศาลจังหวัดชลบุรี ทำให้ขาดคุณสมบัติการลงสมัคร สส. แต่เจ้าตัวยังยื่นใบสมัครและให้ถ้อยคำต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีเเละคืนเงินได้ทั้งหมดในระหว่างเป็น สส. 402,055 บาทเเก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้เเทนราษฎร

จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี การที่จำเลยเพิกเฉยต่อกฎหมาย จนได้รับเลือกตั้ง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น กรณีจึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของจำเลยมีกำหนด 20 ปี กับให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว ต่อมา นายนครชัย ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ ศาลพิจารณาเเล้วอนุญาตปล่อยชั่วคราวตีราคาประกัน 1.5 แสนบาท (ชั้นพิจารณา 1 แสนบาท)

“ทีมข่าวการเมือง”