เมื่อวันที่ 9 มี.ค. เวลา 18.25 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล  นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์ของแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า  ขณะนี้มีจำนวนแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวนทั้งสิ้น 67,043 คน มีซึ่งมีแรงงานที่แจ้งความประสงค์ผ่านสถานเอกอัครทูตไทย ขอเดินทางกลับประเทศจำนวน 941 คน ซึ่งมีผู้ที่กลับถึงประเทศไทยแล้วเพียง 1 คน เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา สำหรับแรงงานไทยที่ลงทะเบียนขอกลับประเทศไทยขณะนี้ มีผู้ที่จะออกจากอิหร่าน จำนวน 41 คน ซึ่งจะเดินทางกลับในวันที่ 10 มี.ค.นี้ อีกทั้งมีแรงงานไทยจากซาอุดิอาระเบียที่ขอกลับประเทศ จำนวน 205 คน แรงงานไทยจากอิสราเอล อีก 23 คน ซึ่งกรณีของแรงงานไทยจากซาอุดิอาระเบียและอิสราเอลกำลังรอกำหนดการเดินทางกลับ

นายสันติ กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการของกระทรวงแรงงานในการช่วยเหลือเยียวยาแรงงานที่เดินทางกลับประเทศไทยแล้วนั้น ประกอบด้วย 1.มาตรการดูแลและอำนวยความสะดวก และรับแจ้งความประสงค์หรือขอความช่วยเหลือของแรงงาน โดยกระทรวงแรงงานจะจัดเจ้าหน้าที่ไปรอรับแรงงานที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง พร้อมรับแจ้งความประสงค์ของแรงงานผ่านระบบลงทะเบียนและคิวอาร์โค้ด เพื่อให้แรงงานที่เดินทางกลับมานั้น สามารถแจ้งข้อมูลความต้องการของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นความประสงค์ที่จะหางานทำในไทย หรือหากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ต้องการเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศอีกครั้ง รวมถึงผู้ที่ต้องการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น ทักษะด้านภาษา  จากนั้น กระทรวงแรงงานจะประสานหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล โดยหากแรงงานประสงค์จะหางานทำในประเทศหรือกลับไปทำงานต่างประเทศ จะมอบหมายให้กรมการจัดหางานเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนแรงงานที่ต้องการฝึกอาชีพหรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติมระหว่างรอหางานหรือรอกลับไปทำงานต่างประเทศ จะให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดูแล

นายสันติ กล่าวว่า 2.มาตรการดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยที่ทำงานในต่างประเทศ โดยในกรณีที่ประเทศที่แรงงานทำงานอยู่มีการประกาศภาวะสงคราม แรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ โดยกรณีเดินทางกลับประเทศเนื่องจากภาวะสงครามจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละ 15,000 บาท กรณีทุพพลภาพจะได้รับเงินสงเคราะห์จำนวน 30,000 บาท และกรณีของผู้เสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ 40,000 บาท รวมถึงกรณีมีการจัดการศพในต่างประเทศ ทายาทจะได้รับค่าจัดการศพตามค่าใช้จ่ายจริงไม่เกินรายละ 40,000 บาท ซึ่งแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนและต้องเดินทางกลับจากสถานการณ์ดังกล่าวสามารถติดต่อขอรับสิทธิได้ที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ

นายสันติ กล่าวอีกว่า 3.มาตรการดูแลครอบครัวของแรงงานไทยในประเทศไทย โดยมอบหมายให้แรงงานจังหวัดและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้ง 5 หน่วยงานที่อยู่ในทั้ง 76 จังหวัด ลงพื้นที่ให้ข้อมูลข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ครอบครัวแรงงานเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในพื้นที่ดังกล่าว  อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศอัพเดตแอปพลิเคชัน “Smart TOEA” ซึ่งแรงงานต้องติดตั้งก่อนเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยในบางกรณี แอปพลิเคชันอาจไม่ได้รับการอัพเดต เจ้าหน้าที่จึงได้ขอความร่วมมือให้ครอบครัวในประเทศไทยช่วยแจ้งให้ญาติที่ทำงานอยู่ต่างประเทศอัพเดตติดตั้งเวอร์ชันล่าสุด เพื่อให้ทางกระทรวงฯ สามารถส่งข้อมูลข่าวสารหรือแจ้งเตือนในกรณีฉุกเฉินไปถึงแรงงานได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งแรงงานยังสามารถใช้แอปพลิเคชันนี้ส่งข้อความขอความช่วยเหลือกลับมายังหน่วยงานภาครัฐได้โดยตรง