เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีเกิดไฟปริศนาเผาป่าภูสิงห์ พื้นที่ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ จนกลายเป็นไฟป่าที่ลุกลามกินพื้นที่ถึง 3 ตำบล โดยเหตุเกิดตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เข้าบัญชาการดับไฟด้วยตนเอง พร้อมกับ พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ ดร. เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ เจ้าอาวาสวัดภูสิงห์ รวมทั้งพระลูกวัดและชาวบ้าน ได้นำรถบรรทุกน้ำพร้อมอุปกรณ์ดับไฟเข้าระงับเหตุ เนื่องจากไฟป่าทวีความรุนแรงจากสภาพอากาศที่ร้อน ประกอบกับมีลมกระโชกแรง ทำให้ยากต่อการควบคุมเพลิง อีกทั้งไฟป่าที่โหมรุนแรงยังพยายามลุกลามขึ้นไปยังบริเวณยอดวัดพุทธาวาสภูสิงห์ หรือวัดภูสิงห์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งระดมสรรพกำลังเข้าดับไฟป่าครั้งนี้
รายงานระบุว่า การระดมกำลังเพื่อดับไฟป่าครั้งนี้ ยังมีผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ นำกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมรถบรรทุกน้ำเข้าดับไฟป่า นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารเทศบาลตำบลในพื้นที่ ได้แก่ ต.นิคม ต.โนนบุรี ต.ภูสิงห์ และ ต.สหัสขันธ์ นำเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ พร้อมด้วยอาสาสมัครมูลนิธิกู้ภัย และอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และวิทยาลัยเทคนิคกาฬสินธุ์ ที่นำโดรนบรรทุกน้ำขึ้นบินช่วยดับไฟป่าตลอดทั้งคืน ตั้งแต่พื้นที่ตอนล่างไปจนถึงยอดเขาภูสิงห์ ก่อนจะสามารถควบคุมและดับไฟป่าได้ในช่วงเที่ยงของวันนี้

ด้าน พระครูสิริพัฒนนิเทศก์ ดร. เจ้าคณะอำเภอสหัสขันธ์ เจ้าอาวาสวัดภูสิงห์ กล่าวว่า ปัญหาไฟป่าบริเวณเขาภูสิงห์เกิดขึ้นแทบทุกปี มักมาในลักษณะไฟไหม้ป่าเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากฝีมือชาวบ้านบางส่วนที่เผาป่าเพื่อหาของป่า โดยในปี 2565 ประมาณวันที่ 17 มีนาคม ไฟป่าได้สร้างความเสียหายกว่า 700 ไร่ และในช่วงปี 2566-2568 ก็เกิดเหตุซ้ำอีกหลายครั้ง แต่ละครั้งมีความเสียหายมากกว่า 500 ไร่ ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 500 ไร่ ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้
ทั้งนี้ พื้นที่ป่าภูสิงห์ นอกจากจะเป็นสถานที่ที่พุทธศาสนิกชนขึ้นมากราบไหว้สักการะ “พระพรหมภูมิปาโล” พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณหน้าผาแล้ว ยังมีทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงาม ภายในป่ายังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ถ้ำผาแดง ซึ่งเป็นหน้าผาหินสีแดงที่มีลักษณะหินงอกคล้ายเปลือกหอย อย่างไรก็ตาม ทุกปีก็มักเกิดเหตุเผาป่าในลักษณะนี้ จึงอยากขอบิณฑบาตให้ชาวบ้านหยุดเผาป่าเพื่อหาของป่า เพราะนอกจากจะทำลายต้นไม้และสัตว์ป่าแล้ว ยังทำลายธรรมชาติที่สวยงาม ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
ด้าน นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่โดยรวมของเขาภูสิงห์มีประมาณ 3,000 ไร่ จากการสอบถามและตรวจสอบลักษณะการลุกลามของไฟป่า เชื่อว่าเกิดจากฝีมือมนุษย์ เนื่องจากพบว่าการเผาป่าเกิดขึ้นเป็นจุด ๆ และเป็นแนวเส้นทาง จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบหาตัวผู้กระทำผิด หากจับกุมได้จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

นอกจากนี้ ในการป้องกันเหตุในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดจากฝีมือมนุษย์หรือจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ได้สั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอสหัสขันธ์ รวมถึงอาสาสมัครและหน่วยกู้ภัย จัดการซ้อมแผนดับไฟป่าอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนงดการเผาป่าหรือเผาในที่โล่งแจ้ง เนื่องจากปัญหาไฟป่านอกจากจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพของประชาชน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ด้วย



