ความคืบหน้า หลังจากตำรวจ ปอศ. ประเดิมจับกุม “กลุ่มทุนข้ามชาติ” สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบงำธุรกิจเกษตรสงวน บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคามะพร้าวน้ำหอมทั่วประเทศ โดยเข้าข่ายผิดกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับ “ล้ง” มะพร้าวน้ำหอม จำนวน 6 บริษัท และบุคคลสัญชาติไทย 10 รายและชาวต่างชาติ 7 ราย ที่ร่วมดำเนินการ ว่า สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมฯ และผู้กระทำผิด จะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 36 กรณี “คนไทย” ที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณี “คนต่างด้าว” ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

นอกจากนี้ หากตรวจพบว่า “สำนักงานบัญชี” หรือผู้ทำบัญชีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยใช้เอกสารประกอบการทำบัญชีที่ไม่ถูกต้อง จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 20 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท รวมถึง พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 สำหรับสำนักงานบัญชี หรือผู้ทำบัญชี มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี และหากผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี หรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณที่กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าผู้นั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณ ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งที่ผ่านมาผู้กระทำผิดได้ใช้จ้างผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานบัญชีเพื่อจดทะเบียนบริษัทนิติบุคคล โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ในลักษณะตัวแทนอำพรางหรือ “นอมินี” โดยปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก

ด้านนายวิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวว่า ได้ประสานงานกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรูปแบบการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม ที่อาจมีการกำหนดราคาหรือดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม (ฮั้วราคา) รวมถึงการดำเนินธุรกิจ “ล้งผลไม้” ที่อาจสร้างผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้า ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงาน กขค. ได้ลงพื้นที่ใน จ.ราชบุรี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัดเพื่อเก็บข้อมูลในเบื้องต้น พร้อมทั้งสำรวจสถานการณ์ตลาดรวมถึงสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรม เช่น การฮั้วราคา หรือการกดราคา

“ทั้งนี้ กขค. กำลังรวบรวมข้อมูลและเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำงานร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งกรณีล้งต่างชาติ และกรณีการใช้คนไทยเป็นนอมินี หากพบว่า มีพฤติกรรมการกำหนดราคาในลักษณะฮั้วกัน หรือการตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดราคารับซื้อที่ต่ำ อันอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กขค.จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป หากเป็นการฮั้วในตลาดเดียวกัน หรือกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด ต้องรับโทษทางอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ” เลขาฯ กขค. กล่าว