“คนเชือน”ภาษาใต้หมายถึง “คนฟั่นเฟือน” บุคคลที่มีอาการมึนงง เบลอ ไม่รู้เรื่อง สูญเสียการควบคุมตัวเอง หรือมีพฤติกรรมวิกลจริต ซึ่งมักเกิดจากผลกระทบของการเสพสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง บางครั้งอาจเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่สร้างความไม่ปลอดภัยให้ผู้อื่

เวทีเสวนาหัวข้อ ถอดรหัส “คนเชือน” เกลื่อนเมือง โดยมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว  ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด  และเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชนสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เพื่อสะท้อนปรากฎการณ์ความไม่ปลอดภัยทางสังคม จากผู้ป่วยจิตเวชซึ่งเป็นผลมาจากสารเสพติด รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อร่วมกันหาทางออกอย่างเข้าใจและสร้างสรรค์ กระตุ้นให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสังคมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

พญ.กาญจนา วงศ์ศิริ จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การทำงานของสารเสพติดทุกชนิดมีกลไกสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง ทำให้ผู้เสพตกอยู่ในวงจรที่ไม่สามารถเลิกได้ด้วยตนเอง โดยประกอบด้วย 2 กลไกหลัก คือ

1. ความทรมานเมื่อหยุดใช้ เมื่อร่างกายขาดสารเสพติดจะเกิดอาการลงแดง หงุดหงิด นอนไม่หลับ และซึมเศร้าอย่างรุนแรง

2.การแสวงหาความสุขจากการเสพ สารเสพติดเข้าไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมอารมณ์ในสมอง ทำให้ผู้เสพโหยหาความสุขชั่วคราวเพื่อกลบความทุกข์ทรมาน เมื่อใช้สารเสพติดติดต่อกันเป็นเวลานาน สมองส่วนการตัดสินใจและควบคุมยับยั้งชั่งใจจะถูกทำลาย ส่งผลให้ผู้เสพมีพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย จนถึงขั้นทำร้ายบุคคลอันเป็นที่รัก เช่น ภรรยาหรือคนในครอบครัว นอกจากนี้ยังสูญเสียมโนธรรมทางจิตใจ เช่น การนำเงินที่จำเป็นสำหรับบุตรไปซื้อสารเสพติด แม้จะมีความรู้สึกเสียใจแต่ก็ไม่สามารถยับยั้งความต้องการของตนเองได้

พญ.กาญจนากล่าวว่าในกลุ่มผู้เสพ บางคนอาจเป็นศิลปิน มักมีการใช้สารแบบผสมผสานเพื่อให้เกิดอาการ “ดีด” หรือคึกคักจากสารกระตุ้นประสาท แต่เมื่อเกิดอาการตื่นตัวเกินไปจนนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน ผู้เสพจะพยายามหา “ตัวช่วย” ที่มีฤทธิ์กดประสาทเพื่อผ่อนคลาย เช่น สุรา กัญชา หรือยาในกลุ่มยานอนหลับ (เช่น คลอนาซีแพม)ปัจจุบันพบว่ามีการใช้ “น้ำกระท่อม” ในปริมาณมากเพื่อกดประสาทแทนยาแผนปัจจุบันที่ควบคุมได้ยากขึ้น วงจรการใช้สารกระตุ้นสลับกับสารกดประสาทเช่นนี้ ถือเป็นการฝืนกลไกธรรมชาติของสมองอย่างรุนแรง อันตรายที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สมองถูกทำลายอย่างถาวร หรือภาวะ “สมองเชือน” ซึ่งแบ่งเป็น 2 ลักษณะ เชือนชั่วคราว อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดเสพเป็นเวลา 1-3 เดือน เชือนถาวร (สมองตาย) ผู้เสพจะเสียสติปัญญา ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ กลายเป็นคนวิกลจริตที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นตลอดชีวิต

ต้องแยกแยะระหว่าง โรคจิตเภท (Schizophrenia) ที่เกิดจากพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อม ซึ่งพบเพียง 1% ของประชากรกับอาการทางจิตที่เกิดจากสารเสพติด ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่ป้องกันได้แต่กลับพบมากขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศสูญเสียประชากรที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีไปอย่างน่าเสียดายพญ.กาญจนา กล่าว และว่าสำหรับแนวทางการดูแลและบำบัดรักษา ครอบครัวและคนรอบข้างมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสังเกตอาการและพาผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษา

กรณีปกติ ญาติสามารถเข้ามาปรึกษาจิตแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาก่อนได้ แม้ตัวผู้ป่วยจะยังไม่พร้อมมาเอง

กรณีอันตราย มีอาวุธ หรือทำลายข้าวของหากผู้ป่วยมีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายและมีอาวุธ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีเพื่อควบคุมตัวตาม พ.ร.บ. สุขภาพจิต ซึ่งสามารถบังคับบำบัดรักษาได้

กรณีไม่มีอาวุธสามารถประสานมูลธิหรือรถพยาบาลเพื่อนำส่งสถานพยาบาลที่มีระบบรองรับการรักษาต่อไป

ด้านนายนเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ สถานการณ์ความรุนแรงและสถิติยาเสพติด ปัญหาเสพติดในปัจจุบันมีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของสารเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทชนิดใหม่ (NPS) ที่มีความรุนแรงมากขึ้น ข้อมูลจาก UNODC ระบุว่ามีการจับกุมยาบ้าได้เพิ่มขึ้นถึง 63% โดยเฉพาะในประเทศไทยเพียงประเทศเดียวมีปริมาณการจับกุมสูงถึง 50% ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด นอกจากนี้ รูปแบบการค้าขายยังเปลี่ยนไปสู่ระบบออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่าย

ส่วนการเปลี่ยนแปลงจากผู้เสพสู่ผู้ป่วยจิตเวช เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ ในอดีตผู้ใช้ยา 100 คน จะมีผู้ป่วยจิตเวชเพียง 1% หรือ 1 คนแต่ในปัจจุบัน สัดส่วนผู้ป่วยจิตเวชพุ่งสูงขึ้นเป็น 10 คน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพประชากร โดยเฉพาะในสภาวะที่ประเทศไทยมีเด็กเกิดน้อยลง ข้อมูลการประมาณการระบุว่ามีผู้ใช้ยาในไทยประมาณ 3.5 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ใช้ยาบ้า 1.6 ล้านคน และกัญชา 1.5 ล้านคน (ไม่รวมบุหรี่ไฟฟ้าและเหล้า)

ในจำนวนผู้ใช้ยา 3.5 ล้านคน เป็นเยาวชน อายุ 13-24 ปี ถึง 1.4 ล้านคน โดยมีเด็กนอกระบบการศึกษาประมาณ 500,000 คน ซึ่งในกลุ่มนี้พบว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชถึง 50,000 คน สภาพการณ์นี้เปรียบเสมือน “ระเบิดเวลา” ประเทศไทยมี 80,000 หมู่บ้าน เฉลี่ยแล้วทุกหมู่บ้านในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดกระจายอยู่ทั่วไป กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือแรงงานรับจ้างรายได้ต่ำที่ต้องทำงานหนัก พักผ่อนน้อย และเด็กนอกระบบที่ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยในสังคม ข้อมูลจาก ปปส. ยังระบุว่าในยาบ้าปัจจุบันมีส่วนผสมของ “โปรเมทาซีน” ซึ่งทำให้เกิดอาการหลอนและหวาดระแวงรุนแรงขึ้น

นายนเรศกล่าวต่อว่า ข้อเสนอแนะและทางออกเชิงยุทธศาสตร์ ที่ประชุมเสนอให้มีการ “รื้อสร้างวิธีคิดใหม่” เนื่องจากการแก้ปัญหาแบบเดิมโดยใช้อำนาจรัฐเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล โดยมีแนวทางที่สำคัญดังนี้

  1. การชะลอและลดอันตราย มุ่งเน้นการไม่ให้ผู้เสพพัฒนาไปเป็นผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้ค้า เช่น การเจรจาให้ลดส่วนผสมอันตราย เช่น ไม่ใส่ยาแก้ไอในน้ำกระท่อม
  2. การนอน หัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้ใช้ยาได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอเพื่อรีเซ็ตสมอง เนื่องจากสมองที่ไม่ได้พักจะนำไปสู่ความเชือนและอาการจิตเวชได้ง่าย
  3. การสร้างพื้นที่ปลอดภัย สร้างพื้นที่ที่โอบรับและไม่ตีตราผู้ใช้ยา เพื่อให้เขามีพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ส่วนรวมในการเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสังคม
  4. การแก้ปัญหาที่รากเหง้า ต้องมองให้เห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างของความสัมพันธ์ และการขาดโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นต้นทางของปัญหา

ด้านนางรัชดาภรณ์ ศรีทอง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเบิดพิทยาสรรค์ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า โรงเรียนมีโอกาสดีได้ร่วมงานกับมูลนิธิขวัญชุมชน  ซึ่งได้รับการสนับสนุนโครงการจาก สสส.  มาทำงานปกป้องเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด   เราพยายามทุกทางเพื่อให้เด็กอยู่กับเรา  เรียนให้จบให้ได้มากที่สุด  ต้องพยายามสุดกำลัง  การที่เด็กต้องออกนอกระบบจะเพิ่มโอกาสพลาด สุ่มเสี่ยงไปสู่วงจรยาเสพติดสูงมาก เราไม่อยากเห็นลูกหลานของเราเป็นคนเชือน กลายเป็นจิตเวชหรือต้องถูกดำเนินคดี 

ด้านนายศิริชัย จูวงษ์  อายุ 32 ปี อดีตช่างสักผู้ที่ผ่านพ้นจากวังวนยาเสพติด กล่าวว่า ตนเกิดในครอบครัวหาเช้ากินค่ำทั่วไป ย่านพระราม 4 วัยเด็กจะมีช่วงหนึ่งที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะไปทำงานต่างประเทศ ตนจึงต้องอยู่กับญาติ ใช้ชีวิตทั่วไปคือเรียน ออกไปเล่นกับเพื่อน ติดเพื่อนมากกว่าติดบ้าน เพราะความเหงา ต้องการการยอมรับ จึงเริ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้กัญชา น้ำกระท่อม ต่อมาก็ขยับตามสังคมและวัฒนธรรม ไปใช้สารเสพติดชนิดรุนแรงขึ้น ที่ติดหนักคือเฮโรอีน โปรโคดิล และน้ำกระท่อม ทำให้เกิดภาพหลอน ซึมเศร้า วิตกกังวลในทุกความสัมพันธ์ ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์อะไรไว้ได้ ถ้าตนไม่เลิกยาคงเข้าสู่ภาวะคนเชือนแน่ ๆ และอาจกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชเดินตามถนน หรือไปสร้างปัญหากระทบต่อคนอื่น