นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงสถานการณ์เรือขนส่งสินค้าไทยถูกโจมตีที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ว่า ในส่วนผลกระทบที่จะเกิดกับการส่งออกในแถบตะวันออกกลาง ระยะสั้น เชื่อว่า ยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตะวันออกกลางมีสัดส่วน 5% ของการส่งออกของไทยไปทั่วโลก และส่วนใหญ่ยังเป็นความต้องการเรื่องอาหาร เช่น ข้าว พืช เป็นต้น โดย สรท.ได้ประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และประสานงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามภาคเอกชนเองต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลและออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยเฉพาะของสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งกังวลว่าจะเกิดความเสียหายจากสินค้าเหล่านี้ เนื่องจากมีอายุสั้นและจะเกิดการเน่าเสียได้ง่าย ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ และสูญเสียรายได้

ทั้งนี้ผู้ส่งออกที่มีสินค้าอยู่ระหว่างขนส่งในเส้นทางไปยังกลุ่มประเทศภายในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ โดยแนวทางออกของปัญหาตู้สินค้าตกค้างกลางทะเลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้  

1. นำตู้สินค้าไปส่งมอบที่ท่าเรืออื่น โดยการเปลี่ยนท่าเรือปลายทาง เช่น ท่าเรือ Khor Fakkan ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือท่าเรือ Jeddah ในซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ผู้นำเข้าหรือลูกค้าปลายทางอาจต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีการศุลกากรหรือราวตู้ละประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนท่าเรือ ประมาณ 600-800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าทางบก เป็นต้น  

2. นำตู้สินค้าไปพักคอย โดยนำตู้ไปยังกลุ่มท่าเรือที่ปลอดภัย หรือท่าเรือขนส่งสินค้าอื่น เช่น ใน อินเดีย โอมาน หรือศรีลังกา เป็นต้น โดยขอให้พิจารณาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเก็บรักษาตู้ไว้ในท่าเรือ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ ความเสี่ยงสินค้าสูญหายหรือเสียหายจากการโจมตี ตลอดจนสถานการณ์คอขวด ความแออัดรุนแรงภายในท่าเรือ และสถานะผู้ให้บริการที่จำกัด เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งล้วนอาจทำให้มีต้นทุนที่สูงมากตามมา เช่น ต้นทุนในท่าเรือเพียงอย่างเดียวก็อาจสูงถึง 5-6 แสนบาทต่อตู้ ในระยะเวลา 1-2 เดือน 

3. นำตู้สินค้ากลับไทย โดย สรท. แนะนำว่าควรนำสินค้ากลับไทย เพื่อเป็นการหยุดต้นทุนที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถควบคุมได้

อย่างไรก็ตามหากผู้ประกอบการ มีประเด็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรมที่อาจถูกเรียกเก็บจากผู้ให้บริการหรือสายเรือ สามารถรวบรวมหลักฐานค่าใช้จ่ายดังกล่าวและส่งมายัง สรท. เพื่อให้ สรท. เป็นตัวแทนในการเข้าหารือร่วมกับกรมการค้าภายในและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่เป็นรูปธรรมต่อไป โดย สรท.ได้ประสานไปยังการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ประกอบการท่าเรือภาคเอกชน ถึงแนวทางช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้านำกลับ.