ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนทั้งสงครามการค้า มาตรการภาษีศุลกากรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจากประเทศผู้ส่งออกข้าวที่พัฒนาตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ ข้าวหอมมะลิไทยยังคงยืนหยัดอยู่ในฐานะสินค้าเกษตรพรีเมียมระดับโลกที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านคุณภาพและเอกลักษณ์จากผู้บริโภคทั่วทุกมุมโลก
ดังนั้นเพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนของสถานการณ์การส่งออกในปัจจุบัน รวมถึงทิศทางการดำเนินงานในอนาคต นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายส่งออกข้าวหอมมะลิไทยของไทยให้ติดตามกัน
**แนวโน้มการส่งออกเติบโตต่อเนื่อง 5 ปี
นางอารดา เฟื่องทอง กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่ทราบกันดีในวงการค้าโลกว่าเป็นข้าวพรีเมียมคุณภาพสูง ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐาน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2568 ปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยอยู่ที่ประมาณ 1.4 ถึง 1.7 ล้านตันต่อปีอย่างสม่ำเสมอ
โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกข้าวหอมมะลิได้ปริมาณสูงถึง 1.76 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของประเทศ หรือคิดเป็นร้อยละ 22.28 ของปริมาณการส่งออกข้าวรวม จัดอยู่ในอันดับ 2 รองจากข้าวขาวเพียงชนิดเดียวเท่านั้น
ขณะที่ในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจ ข้าวหอมมะลิสร้างรายได้เข้าประเทศสูงกว่า 1,699 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 55,746 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง แคนาดา สิงคโปร์ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งล้วนเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเกษตรเป็นอย่างมาก

**อุปสรรคที่ต้องเผชิญ
นางอารดา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกข้าวหอมมะลิ ยังมีความท้าทายหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเริ่มต้นจากประเด็นการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้ โดยเฉพาะเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งได้พัฒนาพันธุ์ข้าวหอมของตัวเองในราคาที่ถูกกว่า เพื่อเจาะตลาดโลกในส่วนที่ข้าวหอมมะลิไทยครองอยู่ ขณะที่ข้าวหอมมะลิไทยสามารถปลูกได้เพียงปีละ 1 ครั้ง และมีปริมาณผลผลิตที่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้ราคาอยู่ในระดับสูงกว่าคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นางอารดา กล่าวเสริมว่า “ถ้าหากสถานการณ์เศรษฐกิจกดดัน ก็อาจจะทำให้ผู้ซื้อหรือผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจำกัด อาจจะหันไปพิจารณานำเข้าข้าวที่ราคาถูกกว่าได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องมาช่วยกันแก้ปัญหา”
ประเด็นต่อมา คือมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของข้าวหอมมะลิไทย แม้ว่าในช่วงนี้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาจะลดลงจากร้อยละ 19 มาอยู่ที่ร้อยละ 10 ซึ่งถือเป็นโอกาสที่กรมฯ เร่งโปรโมทให้ผู้ซื้อนำเข้าเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะถูกปรับขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในอนาคตอันใกล้ ความไม่แน่นอนของนโยบายทางการค้าเช่นนี้ส่งผลให้ผู้นำเข้าชะลอการสั่งซื้อ
ประเด็นต่อมา คือโครงสร้างประชากรในตลาดหลักที่เปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างตลาดฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิไทยจำนวนมาก แต่ปัจจุบันประชากรหันมาบริโภคอาหารหลากหลายมากขึ้น รวมกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้การบริโภคข้าวต่อหัวประชากรลดลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการปลอมปนชื่อและคุณภาพสินค้า ซึ่งมีผู้ประกอบการบางรายแอบอ้างชื่อข้าวหอมมะลิไทย ทั้งที่สินค้าไม่ได้ผ่านมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของข้าวหอมมะลิไทยในตลาดโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่สั่งสมมายาวนานและต้องอาศัยเวลาในการสร้างขึ้นมา นอกจากนั้นยังมีปัญหาค่าเงินบาทและต้นทุนโลจิสติกส์ โดยในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของข้าวไทยในตลาดโลก อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง แต่ในทางกลับกันก็ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ค่าขนส่งทางเรือปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

**ยุทธศาสตร์บุกตลาด: ปรับโครงสร้าง มุ่งพรีเมียม
นางอารดา กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศพยายามอย่างยิ่งที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของข้าวไทย เพื่อให้สามารถต่อสู้แข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นหลักที่ต้องเร่งแก้ไขอยู่ 2 ด้านด้วยกัน
ด้านแรก คือ โครงสร้างต้นทุนการผลิต ซึ่งปัจจุบันการปลูกข้าวไทยยังเป็นการลงทุนสูงแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ มีต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่ยังไม่คุ้มค่า และมีช่องว่างด้านประสิทธิภาพที่ต้องเร่งปรับปรุงโดยเร็ว ด้านที่สอง คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าว ซึ่งไทยยังขาดนวัตกรรมและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพียงพอ ทำให้เสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่มีการลงทุนวิจัยและสามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วกว่ามาก
“แนวทางการแก้ไข กระทรวงพาณิชย์จะเร่งผลักดันต่อไปโดยบูรณาการกับทางกระทรวงเกษตรและหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เราพยายามที่จะเอาข้อมูลวิเคราะห์ทางด้านการตลาดมาผลักดันให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องของการพัฒนาพันธุ์ข้าวและโครงสร้างต้นทุน ให้รับทราบและลงมือทำร่วมกัน”
ส่วนแผนด้านการทำตลาด กรมฯ จะเน้นหาช่องว่างในตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ามูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวสี ข้าวอินทรีย์ และข้าวประณีต ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดพรีเมียมที่ยังมีความต้องการสูง และเป็นจุดแข็งที่ประเทศคู่แข่งยังไม่สามารถเทียบเคียงได้ พร้อมกันนี้ กรมฯ ยังจะดำเนินการสร้างแบรนด์ข้าวไทยและประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้จะแบ่งกลุ่มการทำตลาดตามกลุ่มผู้บริโภคและตามศักยภาพของผลผลิตที่มีอย่างชัดเจน เพื่อให้การทำตลาดมีความแม่นยำ ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

**ผลตอบรับตลาดโลกและแผนประชาสัมพันธ์
นางอารดา กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิไทยในกลุ่มตลาดพรีเมียมยังคงได้รับความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานและเอกลักษณ์จากผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง จึงต้องเร่งผลักดันและโปรโมทข้าวหอมมะลิให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานที่ต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งสื่อสารถึงคุณค่าทางโภชนาการของข้าวหอมมะลิในฐานะคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณค่าสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นในตลาดโลก
ควบคู่ไปกับด้านกิจกรรมการตลาด กรมการค้าต่างประเทศมีแผนเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติหลายงานตลอดปีนี้ ได้แก่ งาน BIOFACH ที่ประเทศเยอรมนี งาน NPW ในสหรัฐอเมริกา งาน THAIFEX ในประเทศไทย งาน SIAL ในแคนาดา งาน Summer Fancy Food Show ในสหรัฐอเมริกา งาน FINE FOOD ในออสเตรเลีย และงาน Food and Hospitality ในสิงคโปร์ ซึ่งล้วนเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้นำเข้าและผู้บริโภคในกลุ่มตลาดคุณภาพสูง เช่นเดียวกับตลาดจีน ที่กำลังมาแรงมากๆ ในเรื่องของข้าวหอมมะลิ เติบโตเป็นอันดับ 1 สูงถึงร้อยละ 100 เลยทีเดียว โดยกรมฯ วางแผนโปรโมทอย่างเต็มที่ผ่านงาน ASEAN Expo พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์การบริโภคข้าวเพื่อสุขภาพผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและรูปลักษณ์

**แนวโน้มการส่งออกปี 2569: ปีที่ยาก แต่ยังมีช่องทาง
นางอารดา ยังกล่าวถึงภาพรวมการส่งออกข้าวในปี 2569 ว่า คาดว่าปริมาณการส่งออกข้าวจะอยู่ที่ประมาณ 7 ล้านตัน ตามการประเมินร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าว โดยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคหลายด้าน
ปัจจัยกดดันที่สำคัญประกอบด้วย ประการแรก อินเดียยังมีปริมาณอุปทานข้าวในตลาดโลกอยู่จำนวนมาก ประการที่สอง อินโดนีเซียมีผลผลิตข้าวเพียงพอในประเทศ จึงนำเข้าลดลง ประการที่สาม ญี่ปุ่นมีข้อผูกมัดตามข้อตกลงด้านภาษีที่ต้องพิจารณานำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น และประการที่สี่ ค่าเงินบาทที่ผ่านมาทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผู้นำเข้าในตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งเคยเป็นลูกค้าสำคัญของข้าวไทย ชะลอคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ค่าขนส่งสูงขึ้นตามมาด้วย
“คาดว่าปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่ยาก แต่ยืนยันว่ากรมฯ จะยังคงมุ่งเน้นตลาดข้าวพรีเมียมที่ยังมีความต้องการสูง และจะรักษาตลาดเดิมที่มีอยู่ไว้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าสถานการณ์จะยากลำบากเพียงใดก็ตาม”

**.ตราเขียว: หลักประกันคุณภาพใน 48 ประเทศทั่วโลก
นางอารดา กล่าวว่า นอกจากแผนการตลาดข้างต้นแล้วนั้น กรมได้มุ่งส่งเสริม “ตราเขียว” หรือ Thai Hom Mali Rice Certification Mark
อีกเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการจะไปขายในตลาดคุณภาพสูงได้นั้น จำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ได้ก่อน ซึ่งตราเขียวถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลไทยใช้รักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยในตลาดโลก
“เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ทางการค้า แต่เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพที่สะท้อนถึงมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทย” โดยข้าวที่จะได้รับตราเขียวต้องผ่านการรับรองจากกรมการค้าต่างประเทศในทุกล็อต ต้องเป็นพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 หรือ กข.15 มีสัดส่วนข้าวหอมมะลิไทยมากกว่าร้อยละ 92 และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 14 ตามมาตรฐานที่กำหนด
ปัจจุบัน ตราเขียวได้รับการจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) แล้วในกว่า 48 ประเทศทั่วโลก เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากสายพันธุ์อื่น นอกจากนี้ กรมฯ ยังโปรโมทตราเขียวผ่านผู้นำเข้ารายใหญ่ในต่างประเทศ ร้านอาหารไทย รวมถึงแคมเปญ Think Rice Think Thailand เพื่อสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีมากในตลาดยุโรป

**ฝากถึงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคทั่วโลก
นางอารดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ข้าวหอมมะลิไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริง กว่าจะได้มาแต่ละเม็ดนั้น ชาวนาต้องปลูกด้วยความทุ่มเทและเอาใจใส่มาก และทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่การปลูก การรวบรวม การเข้าโรงสี ไปจนถึงการปรับปรุงคุณภาพที่โรงงานของผู้ส่งออก ล้วนต้องดำเนินการอย่างเรียบร้อยและเต็มไปด้วยนวัตกรรม
จึงขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า ขอให้คงรักษาคุณภาพและมาตรฐานนี้ไว้ เช่นเดียวกับเกษตรกร “ขอให้ช่วยกันรักษาเอกลักษณ์ความเป็นข้าวหอมมะลิไทยไว้ อย่าได้ปนเปื้อน และให้ปลูกข้าวหอมมะลิด้วยความภาคภูมิใจ เพราะข้าวหอมมะลิไทยของเราถือได้ว่าเป็นคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก”
ส่วนผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก็ขอชวนเชิญชวนกันบริโภค เพราะข้าวหอมมะลิไทยมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเมล็ดที่เรียงสวยยาว กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สัมผัสความนุ่มเหนียวที่กำลังดี และปลูกได้เพียงปีละ 1 ครั้งในบางพื้นที่ของประเทศเท่านั้น นอกจากรับประทานคู่กับอาหารไทยแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้กับอาหารนานาชาติได้อย่างลงตัวอีกด้วย
นางอารดา กล่าวทิ้งท้ายว่า “Think Rice Think Thailand ค่ะ คิดถึงข้าว คิดถึงคาร์โบไฮเดรตที่ดีมีคุณค่า คิดถึงข้าวหอมมะลิไทย กรมการค้าต่างประเทศยินดีที่จะให้บริการและรักษาคุณภาพความเชื่อมั่นนี้กับข้าวหอมมะลิไทยไปยังผู้บริโภคทั่วโลกตลอดไป”



