วันที่ 13 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีค่าการกลั่นน้ำมันสูงผิดปกติหรือไม่นั้น กระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว โดยชี้แจงว่าค่าการกลั่นในลำดับแรกไม่ได้ถูกกำหนดจากโรงกลั่น ทำให้ไม่สามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง จึงต้องมาดูว่ามาจากไหน ซึ่งถ้าดูมี 2 ส่วน คือ ส่วนแรก มาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปทั้งเบนซิน ดีเซล แอลพีจี เป็นไปตามกลไกตลาด อ้างอิงจากตลาดในภูมิภาคที่เรียกว่าราคาสิงคโปร์

ขณะที่ส่วนที่สองมาจากค่าการตลาด ต้นทุนคือราคาน้ำมันดิบ ซึ่งราคาน้ำมันดิบเป็นไปตามกลไกตลาดเช่นเดียวกัน ที่มีการซื้อขายกันล่วงหน้า ซึ่งทั้ง 2 ส่วนไม่ได้ถูกกำหนดโดยตรงในประเทศไทย แต่เป็นไปตามตลาดสากลทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป โดยมีกลไกราคาในตัวของแต่ละประเทศ ด้านสำนักนโยบายและแผนพลังงานได้มีการรายงานค่าการกลั่น เป็นไปตามกลไกตลาด สะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในส่วนของค่าการกลั่นมีทั้งบวกและลบ ซึ่งในหลายกรณี ค่าการกลั่นเคยติดลบเช่นเดียวกัน ทำให้โรงกลั่นหลายโรงขาดทุน

ส่วนค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นส่งผลกระทบกับประชาชนหรือไม่นั้น นายสราวุธ กล่าวว่า ค่าการกลั่นเป็นแค่ดัชนีส่วนต่างที่บอกว่า ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันเป็นเช่นไร สิ่งที่ประชาชนจะเจอที่หน้าปั๊มน้ำมันเป็นกลไกของราคาน้ำมันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับค่าการกลั่น 

นอกจากนี้การซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ทาง ศบก. ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาทางเลือกที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งน่าจะสามารถนำมาใช้กับโรงกลั่นในประเทศไทยได้ โดยต้องประสานงานกับทางโรงกลั่นและกลุ่มเทรดเดอร์ที่สามารถเข้าถึงน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเบื้องต้นจะอิงกับราคาน้ำมันดิบของเบรนท์ เป็นหลัก

“ส่วนราคาน้ำมันเบนซินที่จะปรับขึ้นในแต่ละสัปดาห์ ในส่วนนี้กระทรวงพลังงานร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ โดยมีข้อสั่งการให้หาแนวทางในการช่วยเหลือประชาชน ดูว่าสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเปลี่ยนเร็วมากจะเป็นอย่างไร คงต้องมีข้อเสนอ และนำเสนอ ศบก. ต่อไป”