นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ปลูกกาแฟของบราซิลอาจเกิดถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากโลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินต่อไป เพราะภาวะโลกร้อนกำลังเพิ่มความเสี่ยงของฝนตกหนักผิดปกติ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดดินถล่ม สร้างความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังอาจส่งผลต่อราคากาแฟในตลาดโลกอีกด้วย
The Guardian สหราชอาณาจักร รายงานว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมา พื้นที่ในรัฐมีนัสเชไรส์ (Minas Gerais) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของบราซิล ต้องเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมและดินถล่ม มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน บางรายถูกดินโคลนถล่มฝังทั้งเป็น ขณะที่ประชาชนอีกหลายพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเนื่องจากถนนหลายสายถูกกระแสน้ำเชี่ยวตัดขาด
ฝนทำลายสถิติในเมืองปลูกกาแฟ
เมืองจุยซ์ เด ฟอรา (Juiz de Fora) เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมืองดังกล่าวมีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 750 มิลลิเมตร ถือเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ มากกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า และสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 1988 ซึ่งอยู่ที่ 456 มิลลิเมตรถึง 65%
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ เวิลด์ เวเธอร์ แอททริบิวชัน (World Weather Attribution) ระบุว่า ปริมาณฝนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่มีโอกาสเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในช่วงหลายร้อยปี
ความเหลื่อมล้ำซ้ำเติมความสูญเสีย
นักวิจัยชี้ว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากฝนตกหนักเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเมือง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำและการวางผังเมืองที่ไม่เหมาะสม
ชุมชนรายได้น้อยจำนวนมากต้องอาศัยอยู่บนพื้นที่ลาดชันที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าและมีระบบระบายน้ำไม่เพียงพอ ทำให้มีความเสี่ยงต่อดินถล่มสูง เมืองจุยซ์ เด ฟอรา จึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน 10 เมืองของบราซิลที่มีสัดส่วนประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุด
โลกร้อนเพิ่มความเสี่ยงฝนสุดขั้ว
แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า หากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 2.6 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 1.3 องศาเซลเซียส ความรุนแรงของฝนตกหนักในพื้นที่นี้อาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7%
‘ฟรีเดอริเก โอโต’ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London) กล่าวว่า โลกจำเป็นต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็นเรื่องปกติ
พร้อมเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงของเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงก็จะยิ่งมากขึ้น และหากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกยังล่าช้า ความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจของผู้คนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เร่งวางแผนเมือง-ระบบเตือนภัย
นักวิจัยเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงมาตรการรับมือภัยพิบัติ ทั้งการสร้างศูนย์พักพิง พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และปรับปรุงการวางผังเมือง โดยเฉพาะในชุมชนรายได้น้อยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
‘เรจินา อาร์ โรดริเกซ’ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสหพันธรัฐซานตา คาตารีนา (Federal University of Santa Catarina) ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของชุมชนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ลาดเขา ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำบราซิลวางนโยบายระยะยาวเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตราย
ราคากาแฟโลกอาจได้รับผลกระทบ

นอกจากความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินแล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวยังอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดกาแฟ ข้อมูลการวิเคราะห์เบื้องต้นระบุว่า รัฐมีนัสเชไรส์เป็นแหล่งผลิตเมล็ดกาแฟอาราบิกา (Arabica) สำคัญของโลก และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาพอากาศสุดขั้วทำให้ผลผลิตลดลงประมาณ 15-20% ส่งผลให้ราคากาแฟปรับตัวสูงขึ้น
แม้ก่อนหน้านี้คาดว่าผลผลิตกาแฟจะเริ่มฟื้นตัว แต่ฝนที่ตกหนักผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา กลับทำให้โรคพืชในไร่กาแฟอาราบิกาแพร่กระจายมากขึ้น จนอาจกระทบต่อผลผลิตในปีนี้อีกครั้ง
กระทบค่าครองชีพทั่วโลก
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศจากสหราชอาณาจักรซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ ระบุว่า เหตุการณ์ในบราซิลสะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตภูมิอากาศสามารถส่งผลต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างไร
‘แกเร็ธ เรดมอนด์ คิง’ ผู้อำนวยการโครงการนานาชาติของหน่วยงานพลังงานและข่าวกรองด้านภูมิอากาศ (Energy and Climate Intelligence Unit) กล่าวว่า ราคากาแฟบดในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นราว 25% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบต่อผลผลิตในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงเวียดนาม
พร้อมย้ำว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้คุกคามแค่ชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วโลก ตั้งแต่ผักผลไม้ไปจนถึงอาหารสัตว์ ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ก็ยังคงเป็นแนวทางหลักในการแก้วิกฤตภูมิอากาศ และลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในระยะยาว



