จากภาพรวมการลงทุนโลก ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันชะงักและดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ทิศทางของสงครามเริ่มส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “เฟส 4” (เริ่มมีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ย)

สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) แม้จะมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องแตะระดับ 2.8 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐ และอิหร่านที่ยืดเยื้อ แต่ดัชนียังสามารถยืนหยัดและฟื้นตัวสวนกระแสตลาดโลกได้จากแรงซื้อของสถาบันและรายย่อยในประเทศ

ขณะเดียวกัน ตลท. ยังเตรียมเสนอ โครงการ TISA (Thai Individual Savings Account) ให้รัฐบาลพิจารณาในเดือนเมษายน 2569 เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำเงินออมมาลงทุนในตลาดทุนระยะยาว โดยคาดว่าจะมาพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทย

บล.เอเซียพลัส จึงได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับกระแสเงินสดและรอความชัดเจนของกองทุน TISA โดยเน้นคัดกรอง “หุ้นใหญ่สภาพคล่องสูง” ที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้ระยะยาว 3-5 ปี และได้รับการประเมิน ESG Rating ในระดับสูงสุดที่ “AAA” เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน 

โดยมีหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่

  1. SCB คาดการณ์ปันผลปี 2569 สูงถึง 7.4% (มี Upside 8.0%)
  2. CPF คาดการณ์ปันผล 5.3% (มี Upside 22.1%)
  3. CPAXT คาดการณ์ปันผล 4.8%
  4. ADVANC คาดการณ์ปันผล 4.4% (หุ้นผันผวนต่ำ)
  5. CPALL คาดการณ์ปันผล 3.9%
  6. SCGP คาดการณ์ปันผล 3.4%
  7. BEM คาดการณ์ปันผล 2.8%
  8. CENTEL คาดการณ์ปันผล 2.4%