จากกรณีปรากฏภาพใน VTR คลิปโปรโมตอาเซียน ซึ่งฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ได้ปล่อยให้นักแสดง “กัมพูชา” แต่งกายเลียนแบบชุดไทย ใส่สไบ แล้วเคลมดื้อ ๆ ว่าเป็นชุดประจำชาติของกัมพูชา หน้าตาเฉย ซึ่งชุดประจำชาติกัมพูชา แท้จริงคือชุด “ซัมปอต” จนโลกโซเชียลประเทศไทยต่างออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือด เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาเคลื่อนไหว เพื่อปกป้อง “ชุดไทย” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติกันอย่างล้นหลาม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มี.ค. แฟนเพจ “กระทรวงวัฒนธรรม” ได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยระบุว่า “ชุดไทยพระราชนิยม มรดกล้ำค่า สวยสง่า คู่ชาติไทย” ชุดไทยพระราชนิยม ไม่ใช่เพียงเครื่องแต่งกาย แต่คือ มรดกภูมิปัญญา งานช่างฝีมือ และวิถีวัฒนธรรมไทย ที่สะท้อนความประณีต อ่อนช้อย และเอกลักษณ์ของชาติไทย
วันนี้ “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ การแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” (Chud Thai : The Knowledge,Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume) กำลังได้รับการเสนอพิจารณาเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยองค์การยูเนสโก ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2569
มาร่วมกันภาคภูมิใจในความงดงามหนึ่งเดียวของไทย และส่งต่อคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมให้โลกได้เห็นว่า วัฒนธรรมไทย งดงาม ลึกซึ้ง และทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา เพราะ “ชุดไทย” ไม่ใช่แค่การแต่งกาย แต่คืออัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่โลกจดจำ แต่ภายกหลังจากที่คลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ต่างมีชาวเน็ตเข้ามาเรียกร้องการทำงานเพื่อรักษาสมบัติของชาติเอาไว้ พร้อมแซวด้วยว่า ทางภาครัฐอาจจะเพิ่งตื่น ถึงได้มาเคลื่อไหวเอาป่านนี้อีกด้วย
สำหรับคลิปจากกระทรวงวัฒนธรรม ได้มีการนำเสนอความเป็นมาของ ชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีเอกลักษณ์เพื่อใช้ในโอกาสต่าง ๆ โดยมีการจำแนกรูปแบบชุดสำหรับ สตรี 8 แบบ และ ชุดพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 แบบ ที่สะท้อนถึงงานฝีมืออันประณีตและการผสมผสานทางวัฒนธรรมไว้อย่างลงตัว ความสวยงามของชุดไทยไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและเผยแพร่ เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม สู่สายตาชาวโลก แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนผู้ผลิตผ้าไทยทั่วประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนชุดไทยเหล่านี้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ต่อองค์การยูเนสโก เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานสมบัติอันล้ำค่าของชาติสืบไปอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองควบคู่ไปกับกิริยามารยาทและการไหว้ที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์ไทยที่เป็นสากลอีกด้วย..
ขอบคุณข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม



