เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์วิกฤติพลังงานบริเวณด่านศุลกากรจังหวัดนครพนม เริ่มส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าข้ามแดนไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างชัดเจน หลังราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงทำสถิติ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

บรรยากาศดังกล่าวสะท้อนความยากลำบากของกลุ่มผู้ขับรถบรรทุกขนส่งสินค้า ซึ่งต้องเผชิญทั้งปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันในสถานีบริการบางแห่ง

นายณัฐวัตร อินนอก พนักงานขับรถบรรทุกขนส่งเครื่องดื่มชูกำลัง จากคลังสินค้าในอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งวิ่งเส้นทางปราจีนบุรี–นครพนม เปิดเผยว่า การวิ่งรถบรรทุกหนึ่งเที่ยวต้องใช้น้ำมันมากกว่า 270 ลิตร แต่ปัจจุบันการเติมน้ำมันกลับกลายเป็นเรื่องยากลำบาก โดยเฉพาะตามปั๊มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่บางแห่งจำกัดการเติมครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท หรือบางแห่งแจ้งว่าน้ำมันหมด

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รถบรรทุกต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยครั้ง ส่งผลให้แผนการเดินรถที่ต้องจำกัดเวลาขับไม่เกิน 4 ชั่วโมงตามกฎหมายเกิดความล่าช้า

นายณัฐวัตรกล่าวเพิ่มเติมว่า รถของตนเป็นเพียงรถร่วมขนาดเล็ก ไม่ได้เป็นรถของบริษัทขนส่งรายใหญ่ที่มีระบบเครดิตกับปั๊มน้ำมัน หากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งถึงลิตรละ 40 บาทจริง ผู้ประกอบการอาจแบกรับต้นทุนไม่ไหว และอาจต้องหยุดวิ่งรถ

“เราเป็นแค่รถร่วมเล็ก ๆ ถ้าต้นทุนสูงเกินไป เถ้าแก่รับไม่ไหว ลูกน้องก็ไปต่อไม่ได้ ถ้าวิ่งแล้วขาดทุน อาจต้องจอดอยู่บ้านยังดีกว่า” นายณัฐวัตรกล่าว

ด้านนายสำราญศักดิ์ โสรถาวร คนขับรถบรรทุกขนส่งปุ๋ยเคมีเพื่อส่งออกไปยังแขวงคำม่วน สปป.ลาว กล่าวว่า ปัญหาการจำกัดการเติมน้ำมันไม่เกิน 1,000 บาทต่อครั้ง รวมถึงบางปั๊มติดป้ายว่าน้ำมันหมด ทำให้การเดินทางขนส่งสินค้าไม่แน่นอน และยากต่อการวางแผนว่าจะสามารถเดินทางถึงจุดหมายได้ตามกำหนดหรือไม่

ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำมันในฝั่ง สปป.ลาว ยิ่งมีความรุนแรงมากกว่า โดยข้อมูลจากคนขับรถฝั่งลาวระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นไปแตะลิตรละประมาณ 50 บาท ส่งผลให้เกิดภาพรถจำนวนมากจอดรอเติมน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลเป็นแถวยาว

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทยยังไม่คลี่คลาย และต้นทุนยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการขนส่งบางรายอาจต้องสั่งหยุดวิ่งรถชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากปัญหาน้ำมันยังคงยืดเยื้อ และยังไม่มีมาตรการพยุงราคาหรือแนวทางแก้ไขการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันที่เหมาะสม อาจส่งผลให้การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังประเทศเพื่อนบ้านชะลอตัว และกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าชายแดนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้