เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 69 ที่รัฐสภา นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การอุตสาหกรรม คนที่สี่ นางนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โฆษก กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย แถลงข่าวกรณีเหตุกำแพงโครงการหมู่บ้านใน ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี พังถล่ม หลังเกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้มวลน้ำพัดพาเศษโฟมปริมาณปริมาณมากเข้าสู่พื้นที่ชุมชน

นายสหัสวัต กล่าวว่า สส.พรรคประชาชน ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้ติดตามการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกของ กมธ.อุตสาหกรรม และ กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลักดันให้บริษัทผู้ก่อเหตุรับผิดชอบ ในฐานะ สส. เจ้าของพื้นที่ ได้ติดตามการเยียวยาและการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้แก่ประชาชน โดยมีการรวบรวมรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบและประเมินความเสียหายร่วมกับ อบต.บ่อวิน ก่อนเรียกร้องให้บริษัทผู้ก่อเหตุรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีประเด็นที่ค่าใช้จ่ายส่วนกลางและความเสียหายที่นิติบุคคลหมู่บ้านต้องรับภาระที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่งจะติดตามให้ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมต่อไป

ด้านนายกฤช กล่าวว่า กมธ.อุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโฟมถล่มเข้าหมู่บ้าน พบว่าบริษัทที่เกิดเหตุได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภท 105 เป็นโรงงานคัดแยกขยะ ซึ่งขัดกับข้อมูลที่เคยมีการชี้แจงว่าไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน ส่งผลให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ดำเนินคดีฐานลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมมีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการ นอกจากนี้ ยังพบว่าขยะอุตสาหกรรมส่วนหนึ่งถูกขนส่งมาจากโรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก่อนนำมากองเก็บในพื้นที่ที่ไม่ได้มาตรฐานจนสร้างความเสียหายแก่ประชาชน รวมทั้งพบข้อสงสัยว่าบริษัทอาจใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ จึงประสานให้สำนักงานพาณิชย์ จ.ชลบุรี เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายกฤช กล่าวว่า จากการตรวจสอบเพิ่มเติมในจ.ระยอง ยังพบว่าบริษัทต้นทางมีการลักลอบขนย้ายกากอุตสาหกรรมออกจากโรงงานประมาณ 700 เที่ยว โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม แม้จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จึงถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และ กมธ. จะติดตามการพิจารณาเปรียบเทียบปรับ รวมทั้งหารือกับ BOI เพื่อพิจารณาทบทวนสิทธิประโยชน์การลงทุน เนื่องจากบริษัทมีประวัติฝ่าฝืนกฎหมายหลายกรณี ทั้งนี้ กมธ.อุตสาหกรรม จะติดตามความคืบหน้าของคดีและการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

นางนฤมาศ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่าประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก จึงนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประสานการทำงานร่วมกับ กมธ.อุตสาหกรรมเพื่อติดตามหาสาเหตุของปัญหา ส่วนการประกาศเขตภัยพิบัติ หน่วยงานท้องถิ่นเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากมีงบประมาณช่วยเหลือเบื้องต้นเพียงพอ และบริษัทผู้ก่อเหตุยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งขณะนี้ได้ชดเชยบางส่วนแล้ว ส่วนความเสียหายที่เหลือจะติดตามให้มีการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดในการบริหารจัดการพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้งด้านการกำจัดกากอุตสาหกรรม การกำกับดูแลผู้ประกอบการ และการบังคับใช้กฎหมาย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวนมาตรการกำกับดูแล เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการขนย้ายกากอุตสาหกรรม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

“ทั้งนี้ สส.พรรคประชาชน ในพื้นที่ภาคตะวันออก เตรียมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหากากอุตสาหกรรมและมลพิษขยายไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ” นางนฤมาศ กล่าว.