เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการรับจ้างจดทะเบียนรับรองบุตรให้เด็กชาวจีนเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย ว่า สบส.ได้ขอข้อมูลเวชระเบียนต่างๆ จากโรงพยาบาลเอกชนที่ตกเป็นข่าวรวม 6 แห่ง โดยตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. ได้รับมาแล้ว 2 แห่ง ที่เหลืออีก 4 แห่งจะดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 17 ก.ค. ซึ่งยืนยันว่า ไม่มีโรงพยาบาลของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้
ด้าน นพ.ภูวเดช กล่าวว่า แนวทางการตรวจสอบของ สบส. จะตรวจสอบเวชระเบียนและใบแจ้งเกิดซึ่งจะมีการแจ้งเพศ วันเวลาเกิด น้ำหนักแรกเกิด สถานที่ ที่สำคัญคือต้องมีพยานที่เห็นการเกิดซึ่งก็คือ ผู้ทำคลอด ซึ่งจะต้องลงนามการทำคลอด และมีแพทย์ลงนามยืนยัน รวมทั้งจะต้องมีเจ้าบ้านซึ่งก็คือผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงนามกำกับอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องระบุชื่อบิดามารดาของเด็ก ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดเป็นข้อสังเกตว่า แม่เป็นคนต่างชาติ แต่มีบิดาเป็นคนไทย จึงทำให้เกิดการร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ส่วน สบส.ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชนก็จะเข้าไปตรวจเรื่องใบแจ้งเกิดที่เข้าข่ายคือ มีแม่เป็นคนต่างชาติ และมีพ่อเป็นคนไทย เป็นจริงหรือไม่ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับการได้รับสัญชาติไทย ก็จะเข้าไปดูว่าเข้าข่ายการแจ้งเท็จหรือไม่ หากมีความน่าสงสัยก็จะนำไปสู่การตรวจสอบขั้นตอนต่อไปด้วยวิธีทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันว่าเป็นพ่อจริงหรือไม่ หากพบว่าโรงพยาบาลมีการแจ้งเท็จ ก็มีความผิดจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล มาตรา 73 โทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับการดำเนินการเอาผิดกับสถานพยาบาลนั้น จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1. ผู้ประกอบการซึ่งก็คือเจ้าของ 2.ผู้ดำเนินการ ซึ่งก็คือแพทย์ ทั้งนี้หากพบว่า ทั้งเจ้าของและแพทย์รู้เห็นด้วย ก็จะนำไปสู่การพักใบอนุญาตสถานพยาบาล ซึ่งเรื่องนี้ต้องตรวจสอบในรายละเอียดกันต่อไป
ด้าน ทพ.อาคม กล่าวว่า เบื้องต้น ได้รับเอกสารต่างๆ จาก รพ.เอกชนแล้ว 2 แห่ง โดย รพ.เอกชนแห่งแรก มีข้อมูลที่คาดว่าน่าสงสัยมีจำนวน 196 เคส รพ.เอกชนแห่งที่ 2 น่าสงสัย 4 เคส โดยทั้งหมดจะตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 ก.ค. ทั้งนี้ข้อมูลต่างๆ ต้องรอให้พนักงานสอบสวนรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดทั้งหมดก่อน หากยังมีข้อสงสัยและต้องการให้มีการตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นการสอบสวนเชิงลึก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะแจ้งให้ สบส.รับมาดำเนินการต่อ.



