เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในหลายภาคส่วน ขณะที่ภาคของการเกษตร อย่างในพื้นที่ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวอันดับต้นๆ ของประเทศ ชาวนาในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนน้ำมันดีเซล รวมไปถึงราคาปุ๋ยที่มีราคาพุ่งสูง

โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ไปสอบถามยังผู้ประกอบการร้านจำหน่ายปุ๋ย ที่ร้านวีระชัย เคมี เกษตร โดยเจ้าของ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลิตภัณฑ์กลุ่มประเภทของปุ๋ยยูเรียเริ่มปรับราคาขึ้นทุกสูตร เนื่องจากปัญหาการนำเข้าทางเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยขณะนี้บริษัทค้าส่งปุ๋ยเคมีได้ปิดการขายอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งคาดการณ์ว่าหากเปิดการขายรอบใหม่ราคาจะพุ่งสูงเกิน 1,000 บาทต่อกระสอบ รวมถึงยาปราบศัตรูพืชที่มีแนวโน้มปรับราคาขึ้นเช่นกัน ซึ่งสวนทางกับราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้เพียงตันละ 6,000-7,000 บาท จึงฝากเตือนให้เกษตรกรเร่งซื้อปุ๋ยสต๊อกไว้ก่อนถึงฤดูทำนาในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่จะถึงนี้

ขณะที่ทางด้าน นายคำนวณ เวียนเทียน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ ต.ท่าชัย อ.เมืองชัยนาท ได้สะท้อนความเดือดร้อนว่า ปัจจุบันต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันเติมเครื่องจักรและรถไถเพื่อสูบน้ำเข้านาวันละกว่า 10 ลิตร ท่ามกลางภาวะน้ำมันดีเซลขาดแคลน โดยก่อนหน้านี้ขายพันธุ์ข้าวปลูก ได้เพียงตันละ 7,000 บาท ซึ่งปกติราคาควรจะอยู่ในระดับที่สูงกว่านี้มาก เมื่อหักลบต้นทุนแล้วแทบไม่เหลือรายได้เลี้ยงครอบครัว จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีพของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

ขณะที่นางจำปา แตงฉ่ำ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ ต.หาดท่าเสา ระบุว่า แม้ตนจะโชคดีที่มีน้ำชลประทานและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยลดต้นทุนบางส่วน แต่ภาพรวมของชาวนาส่วนใหญ่ยังคงมืดมน โดยราคาข้าวเจ๊กปัจจุบันรับซื้อเพียง 6,700 บาทต่อตัน ส่วนพันธุ์ข้าวปลูก รับซื้อที่ตันละ 8,000 บาท ซึ่งการทำข้าวพันธุ์มีต้นทุนสูงกว่า ทั้งค่าแรงคนตัดข้าวปนและถอนหญ้าวันละ 350-400 บาท รวมถึงค่ารถเกี่ยวอีกไร่ละ 500 บาท หากราคาข้าวต่ำกว่านี้ก็แบกรับไม่ไหว ทั้งนี้พบว่ามีเพื่อนเกษตรกรหลายรายเตรียมหยุดทำนาหลังจากเก็บเกี่ยวในรอบนี้ เนื่องจากทนแบกรับภาระต้นทุนและปัญหาไม่มีน้ำมันสำหรับเครื่องจักรทางการเกษตรต่อไปไม่ไหว