หลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดปัญหา “มะพร้าวน้ำหอม” ราคาตกต่ำแบบผิดปกติ ในหลายพื้นที่ตั้งแต่ โดยปัญหาส่วนหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือ มีทุนข้ามชาติ ให้ “นอมินี” มาตั้ง “ล้ง” รับซื้อ แบบครบวงจร จนสามารถกดราคาผลไม้ไทย ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อน กระทั่งตำรวจ ปอศ. เข้าจับกุม “กลุ่มทุนข้ามชาติ” ในพื้นที่ จ.ราชบุรี สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบครองธุรกิจเกษตร บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อผลไม้ของไทย ไม่ใช่แค่เพียงมะพร้าาวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ก็ถูกครอบงำเช่นเดียวกัน ก่อนที่เจ้าของล้งทุเรียนในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจัดการแก้ปัญหาของกลุ่มทุนใหญ่จากจีนที่เข้าบุกตลาดทุเรียนส่งออกครบวงจร โดยเกรงว่าจะทำให้เจ้าของล้งคนไทยได้รับความเสียหาย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

“ล้งไทยสู้ทุนจีนไม่ไหว” ผู้ทรงคุณวุฒิสภาเกษตรกรจันทบุรี ชี้ เกมทุเรียนไทยกำลังเปลี่ยน โครงสร้างตลาดเอียงชัด

เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รมว.พาณิชย์ เรียกประชุมมอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ห้องประชุมกระทรวงพาณิชย์ ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงาน

ทั้งสองกระทรวงฯ ไปแนวทางเดียวกัน และประสานสอดรับกันเพื่อเตรียมมาตรการรับมือผลไม้ภาคตะวันออกที่ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดกลางเดือนเมษายนนี้ ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดการแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ด้วยการสร้าง “ล้งกลาง” ขึ้นมาเพื่อรองรับผลผลิตแทนล้งจีนที่รวมหัวกันกดราคาเหลือแค่ลูกละ 2 บาท พร้อมเร่งหาตลาดใหม่ ๆ ไม่หวังพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึวกรณีมีการกล่าวหาว่ามี “สหกรณ์บางแห่ง” ไปร่วมมือกับล้งจีน เพื่อใช้พื้นที่ของสหกรณ์เป็นโรงงานและฟอกขาวขบวนการซื้อขายมะพร้าวด้วยทุนเทาให้ถูกกฎหมายนั้น ไม่น่าจะเป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากสหกรณ์มีหน้าที่รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกเพื่อส่งขายให้กับล้ง โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นล้งไทยหรือล้งจีน ถ้าให้ราคาดีสหกรณ์ก็ขาย

“อย่างกรณีสหกรณ์ฯ บ้านแพ้วส่งขายล้งจีนอย่างเดียว เท่าที่ได้สอบถามผู้จัดการสหกรณ์ฯ ก็บอกว่าเมื่อก่อนเป็นล้งคนไทยต่อมาเปลี่ยนมือให้กับคนจีน แต่สหกรณ์ก็ยังต้องส่งผลผลิตล้งเดิมต่อไป แม้จะถูกกดราคา เพราะไม่มีทางเลือกอื่น”

นายนิรันดร์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาหลังทราบข่าวว่ามะพร้าวน้ำหอมราคาตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รีบเข้าไปช่วยเหลือในทันที โดยประสานเครือข่ายสหกรณ์จากทั่วประเทศเข้ามาช่วยกันรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอม จากแหล่งผลิตในราคานำตลาด โดยเริ่ม Kick Off ทันทีตั้งแต่ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยมีเครือข่ายสหกรณ์ภาคอีสาน นำโดยสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จังหวัดร้อยเอ็ด เข้ามารับซื้อผลผลิตจำนวน 5 หมื่นลูกในราคานำตลาดหน้าสวนเกษตรกรลูกละ 5 บาท ซึ่งในขณะนั้นราคามะพร้าวในพื้นที่ลูกละ 2 บาทเท่านั้น จากนั้น เครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ ได้ร่วมกันสั่งซื้อมะพร้าว เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตทั้งในจ.ราชบุรี สมุทรสาคร และสมุทรสงครามอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ได้เพิ่มมะพร้าวน้ำหอมของสงขลาเข้ามาด้วย ซึ่งสามารถกระจายมะพร้าวผ่านเครือข่ายสหกรณ์ไปยังตลาดปลายทางแล้วกว่า 2.3 ล้านลูก มูลค่ากว่า 11.86 ล้านบาท ส่งผลให้ราคามะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่เริ่มกระเตื้องขึ้นเป็นลำดับ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงแนวคิดการสร้าง “ล้งกลาง” มะพร้าวน้ำหอม เพื่อแก้ปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ โดยระบุว่าเป็นนโยบายที่ดีและเห็นด้วย เนื่องจากสหกรณ์ส่วนใหญ่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการตลาด ต้องอาศัยภาคเอกชนหรือผู้ที่เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย ซึ่งสหกรณ์พร้อมทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตส่งให้กับล้งกลาง

“สหกรณ์ถนัดแต่การผลิตสินค้าเกษตร เน้นการทำเรื่องต้นน้ำ ไม่ถนัดปลายน้ำเรื่องการตลาด การสร้างล้งเองก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เอาที่สหกรณ์เราถนัดดีกว่า” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวย้ำ

นอกจากทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตและเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกันแล้ว การแปรรูปเพิ่มมูลค่า ก็เป็นอีกแนวทางในการแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทุ่มงบประมาณช่วยเหลือสหกรณ์ผู้ปลูกมะพร้าวหลายแห่งในการจัดซื้ออุปกรณ์การตลาดไว้

“อย่างสหกรณ์การเกษตรประสานกสิกิจ จำกัด ที่บ้านแพ้ว สมุทรสาคร กรมฯ ก็จัดซื้อตู้แช่เก็บอุณหภูมิน้ำช่อดอกมะพร้าวให้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อใช้เก็บน้ำช่อจากดอกมะพร้าวได้นานขึ้น ก่อนจะนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลมะพร้าว ไซรัปมะพร้าว และผลิตภัณฑ์ต่างๆ”