นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพอากาศของประเทศไทยยังอยู่ในสภาวะลานีญา และมีแนวโน้มจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงต้นเดือน พ.ค. 69 และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือน ก.ค. 70 ทำให้การบริหารจัดการน้ำของประเทศจะต้องวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอในทุกกิจกรรมตลอดช่วงฤดูแล้ง ควบคู่ไปกับการประเมินความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝนด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ แหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 56,708 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือ 70% ของความจุเก็บกัก โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 32,609 ล้าน ลบ.ม. หรือ 58% ของความจุเก็บกัก ซึ่งหากแยกปริมาณน้ำเป็นรายภาค ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 60% ของความจุเก็บกัก ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก เนื่องจากเป็นพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสำคัญ
ทั้งนี้ภาพรวมปริมาณน้ำของ 4 เขื่อนหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณรวมกัน 17,957 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 72% ซึ่งมีเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปจนสิ้นสุดฤดูแล้ง ในส่วนปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา และเขื่อนขุนด่านปราการชล มีปริมาณน้ำรวมอยู่ที่ 651 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43% ของความจุเก็บกัก โดยมีอ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อยคือ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด มีปริมาณน้ำเพียง 37 ล้าน ลบ.ม. หรือ 9% ของความจุอ่าง ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับแผนลดการระบายน้ำแล้ว เชื่อมั่นว่าปริมาณน้ำที่เหลืออยู่จะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเพียงพอ และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือพื้นที่ EEC อย่างแน่นอน
“แม้ว่าทุกหน่วยงานจะร่วมกันบริหารจัดการน้ำต้นทุนให้มีใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ก็ตาม แต่เราจะประมาทไม่ได้ เนื่องจากแนวโน้มของสภาวะเอลนีโญและความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่ง สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงติดตามและประเมินสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมพิจารณาเกณฑ์การปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แบบพลวัต (Dynamic Operation Curve) ของกรมชลประทานและ กฟผ. รวมทั้งการประเมิน วิเคราะห์ และคาดการณ์สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุดฤดูฝน ปี 69 นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันจัดทำแบบจำลองเพื่อประเมินปริมาณน้ำทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ต่อเนื่อง 3 ปี (ปี 69-71) เพื่อให้สามารถปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปรับแผนการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีปริมาณน้ำกักเก็บเพียงพอสำหรับกิจกรรมการใช้น้ำต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกันยังคงมีพื้นที่รองรับน้ำสำหรับการเก็บกักน้ำเพิ่มเติมในช่วงฤดูฝนได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงทั้งด้านภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กันไป เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด”



