เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านบริหารนโยบายและความเสี่ยง หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัย มิชิแกน สะท้อนสถานการณ์ร้อนน้ำมัน โดยระบุว่า
เมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมเห็นภาพอยู่สองภาพในรายการ “ฟังหูไว้หู” มันเป็นภาพตัวเลขของ “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” สองภาพนี้ ไม่ได้บอกแค่ว่ากองทุนติดลบ แต่กำลังบอกเราว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วง “เลือกทาง” ว่าจะเลือกเอาความอยู่รอดระยะสั้นหรือจะเลือกความมั่นคงระยะยาว เป็นคำถามที่ยากที่จะตอบและคำตอบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขอย่างเดียวแต่มันคือ “การออกแบบเสถียรภาพของประเทศ” วันนี้เราจึงไม่ได้กำลังแก้ “ราคาน้ำมัน” แต่เรากำลังช่วยกันบริหาร “เสถียรภาพของประเทศ”
ในเชิงกฎหมาย ประเด็นนี้ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์หลักของกองทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
ผมเคยมีโอกาสเรียนด้านการบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์และการจัดการความเสี่ยงที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี รวมถึงเศรษฐศาสตร์บางส่วนจาก มหาวิทยาลัยคอร์แนล ในห้องเรียน เรามักถูกตั้งคำถามว่า “อะไรคือสัญญาณเตือน (early warning signal) ของวิกฤต?” คำตอบมักไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่แต่มันคือ “ความเปลี่ยนแปลงบางจุดที่เร็วผิดปกติ” และสองภาพนี้…มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงบางจุดที่เร็วผิดปกติ

สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเราตามข้อมูลที่ผู้เขียนรวบรวมจากรายการและข้อมูลเผยแพร่ของ สกนช. คือ วันที่ 8 มีนาคม กองทุนติดลบประมาณ -786 ล้านบาท อีกเพียง 7 วันถัดมา คือ วันที่ 15 มีนาคม ตัวเลขกลายเป็น -12,605 ล้านบาท จะเห็นว่า ภายใน 7 วัน ฐานะกองทุนน้ำมันทรุดลงกว่า 11,800 ล้านบาท คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “ติดลบเท่าไร” แต่มันคือ “ทำไมมันถึงเปลี่ยนเร็วขนาดนี้?”
คำตอบที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด คือ เมื่อแยกดูโครงสร้างข้อมูล จะเห็นว่า “ฝั่ง LPG” ติดลบอยู่แล้วมานาน (ปัญหาเชิงโครงสร้าง) แต่ “ตัวเร่ง” ในรอบนี้กลับเป็น “ฝั่งน้ำมัน” โดยเฉพาะรายการที่เรียกว่า “เจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์เดียว พูดง่าย ๆ คือ รัฐกำลัง “ช่วยจ่ายแทนประชาชน” แต่ยังไม่ได้จ่ายเงินจริงทันทีจึงกลายเป็น “หนี้สะสม” ในระบบ นี่คือ Trade-off ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในทางกฎหมาย ภาระค้างชดเชยดังกล่าวสะท้อนภาระที่กองทุนต้องบริหารจัดการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ในทางนโยบาย ไม่มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบมีแต่ “ทางเลือกของการตัดสินใจ“ โดยตั้งอยู่บนฐานที่ผมทดลองนำความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสร้างต้นแบบ “กระดานข้อมูล” (Dashboard) ที่นายกรัฐมนตรีน่าจะมีอยู่บนฝ่ามือเปิดดูได้ตลอดเวลาโดยมีตัวชี้วัด 5 ตัวที่ผู้นำประเทศต้องเห็นตลอดเวลาคือ (1) ฐานะกองทุนสุทธิ (2) หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นต่อวัน (3) เจ้าหนี้เงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิง (4) ราคาดีเซลขายปลีกเฉลี่ย และ (5) ผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพคาดการณ์ 30 วันข้างหน้า นอกจากนี้ ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ในฝ่ามือนายกรัฐมนตรีที่ควรมีคือ เส้นแดงเพดานความเสี่ยง (Risk Ceiling) ระดับแจ้งเตือนคือ -10,000 ล้านบาท ระดับ ตึงเครียด -20,000 ล้านบาทและระดับวิกฤต -30,000 ล้านบาท ตัวเลขแต่ละระดับค่อนข้างเหมาะสมเพราะกองทุนรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท ถ้าเกินเพดานความเสี่ยงคือระดับวิกฤตนั่นคือ เกินครึ่งของยอดในกองทุนทั้งหมด นอกจานี้ควรมีข้อมูลแผนที่ความเสี่ยง ข้อสั่งการของนายกรัฐมตรีแต่ละวัน

และที่สำคัญคือ 3 รูปแบบการตัดสินใจในแต่ละฉากทัศน์โดยยึดฐานข้อมูลกองทุนน้ำมันที่ได้มาจากรายการ ฟังหูไว้หู และข้อมูลเพิ่มเติมที่เปิดเผยจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) และบริบทเศรษฐกิจไทยล่าสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2026 โตต่ำกว่าศักยภาพ ขยายตัวราว 1.5% เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำมาก และมีแรงกดดันด้านอุปสงค์ค่อนข้างอ่อน ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินเพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.00% เมื่อ 25 ก.พ. 2569 เพื่อพยุงเศรษฐกิจและบรรเทาภาระหนี้ของครัวเรือนและ SME โดยผมออกแบบไว้ 3 ทางเลือกหลัก โดยตั้งอยู่บนบริบทว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 โตต่ำ เงินเฟ้อต่ำ และมีความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้จากอุปสงค์อ่อน ดังนั้นการขึ้นราคาพลังงานแรงเกินไปจะกดกำลังซื้อ แต่การอุดหนุนต่อแบบกว้างก็เร่งภาระกองทุน
ฉากทัศน์แรก คือ อุดหนุนต่อเต็มรูปแบบ
แก่นนโยบาย คือ ตรึงราคาดีเซลต่อ ใช้กองทุนดูดซับแรงกระแทกเป็นหลัก ผลดี คือ ประชาชนไม่รู้สึกช็อกราคาในทันที และช่วยประคองเงินเฟ้อระยะสั้นในภาวะที่เงินเฟ้อไทยยังต่ำมาก แต่ผลเสีย คือ ฐานะกองทุนเสี่ยงทรุดต่อ หากอัตราเร่งหนี้ยังอยู่ใกล้ระดับสัปดาห์ล่าสุดจะชนเส้นแดงเร็ว และจะเปลี่ยนจาก “มาตรการช่วยประชาชน” เป็น “ภาระการคลังสะสม” ผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ GDP: บวกเล็กน้อยระยะสั้น เพราะไม่กดกำลังซื้อ เงินเฟ้อต่ำต่อไป หรือเพิ่มน้อย แต่ความเสี่ยงแฝงสูงมากด้านการคลังและความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์แรกนี้เหมาะสมก็ต่อเมื่อสถานการณ์โลกผันผวนเฉียบพลันและรัฐต้องซื้อเวลาทำแบบนี้ได้เพียง 2–4 สัปดาห์เท่านั้น อย่างไรก็ดี การใช้นโยบายลักษณะนี้ในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อข้อจำกัดด้านกฎหมายการคลัง หากภาระสะสมกระทบต่อวินัยการคลังและความโปร่งใสของรัฐ
ฉากทัศน์ที่สอง คือ ปรับราคาขึ้นทันทีแบบแรง
แก่นนโยบาย คือ ลดหรือยุติการอุดหนุนวงกว้างอย่างรวดเร็ว ให้ราคาสะท้อนต้นทุนมากขึ้น ผลดี คือ หยุดการเร่งตัวของหนี้กองทุนเร็วที่สุด ทำให้เพดานความเสี่ยงกลับมาอยู่ในการควบคุม แต่ผลเสีย คือ ในสภาพเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ กำลังซื้ออ่อน และ SME ตึงตัว การขึ้นราคาพลังงานแรงเกินไปจะส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ราคาสินค้า และความเชื่อมั่นผู้บริโภคได้เร็ว ผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ GDP มีความเสี่ยงลบระยะสั้นจากกำลังซื้อและต้นทุนธุรกิจ เงินเฟ้อเด้งขึ้นเร็วในช่วงแรกและเสถียรภาพกองทุนดีขึ้นเร็ว ฉากทัศน์นี้จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อกองทุนใกล้สภาวะวิกฤตมากหรือรัฐไม่มีความสามารถในการอัดฉีดงบประมาณที่จะไม่กระทบเสถียรภาพการคลังรองรับที่จะให้การอุดหนุนต่อ อย่างไรก็ตาม มาตรการที่กระทบค่าครองชีพอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องพิจารณาหลักความเป็นธรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ฉากทัศน์ที่สาม ทางสายกลางแบบมีเป้า
แก่นนโยบาย คือ ทยอยปรับราคาพลังงานแบบขั้นบันไดอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างจากการอุดหนุนแบบทั่วถึง ไปสู่การอุดหนุนแบบมุ่งเป้า โดยให้ความสำคัญกับภาคขนส่งสาธารณะ โลจิสติกส์จำเป็น ภาคเกษตร และกลุ่มประชากรเปราะบางเป็นลำดับแรก ผลดีคือ ลดอัตราเร่งหนี้กองทุนโดยไม่สร้าง price shock รุนแรง และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอ่อนแรง แต่ผลเสีย คือ ต้องใช้ข้อมูลดีมาก ระบบบริหารต้องเร็ว และการสื่อสารต้องแม่น ไม่เช่นนั้นประชาชนจะมองว่า “ขึ้นราคาอยู่ดี” และผลกระทบ คือ GDP / เงินเฟ้อ โดยที่ GDP กระทบน้อยกว่าฉากทัศน์ที่สอง ในขณะที่ เงินเฟ้อขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป และเสถียรภาพกองทุนดีขึ้นต่อเนื่อง ถ้าคุมวินัยได้จริง ฉากทัศน์นี้เหมาะสมเมื่อรัฐบาลต้องการรักษาทั้งเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพการคลังพร้อมกัน โดยแนวทางนี้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและหลักการกำกับดูแลที่ดี เนื่องจากสามารถกำหนดเกณฑ์ มาตรฐาน และกลไกตรวจสอบได้อย่างชัดเจน
ข้อสรุปเชิงนโยบาย
ถ้าวิเคราะห์จากสภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมตอนนี้ ผมเห็นว่าฉากทัศน์ที่สามควรเป็นทางหลัก เพราะเศรษฐกิจยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อต่ำ และภาคครัวเรือน/SME ยังตึงตัว การขึ้นราคาแรงแบบฉากทัศน์ที่สองจะกระแทกกำลังซื้อเร็วเกินไป ขณะที่ฉากทัศน์แรกจะดันประเทศเข้าใกล้ความเสี่ยงการคลังมากขึ้นและพังทั้งระบบมากขึ้น
ดังนั้น ข้อเสนอคือ นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาสั่งการได้ทันที 4 เรื่อง ได้แก่ (1) ใช้ฉากทัศน์ที่สามเป็นนโยบายตั้งต้น (2) กำหนดเกณฑ์กระตุ้นให้ชัดเจนว่า เมื่อฐานะกองทุนติดลบถึง -20,000 ล้านบาท ต้องลดการอุดหนุนเพิ่มเติม และหากแตะ -30,000 ล้านบาท ต้องเข้าสู่แผนฉุกเฉิน (3) สั่งจัดทำแดชบอร์ดรายวัน รายงานตัวชี้วัดหลัก 5 ตัว ทุกเช้า และ (4) สื่อสารต่อสาธารณะว่าเงินไม่ได้หาย แต่เป็นภาระค้างชดเชยที่ต้องบริหารอย่างมีวินัยพร้อมทั้งกำหนดกรอบความรับผิดชอบและกลไกกำกับติดตามที่ชัดเจนเพื่อให้การดำเนินนโยบายอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม
สำหรับมุมมองของผมคือ วันนี้โจทย์ของรัฐบาลไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ช่วยประชาชน” กับ “รักษาวินัยการคลัง” แต่คือการออกแบบนโยบายให้ช่วยประชาชนโดยไม่ปล่อยให้ความช่วยเหลือนั้นย้อนกลับมาทำร้ายประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า.



