นายสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล เป็นนายกสมาคมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับอาเซียน หรือ AGJA เปิดเผยว่า จากสถานการณ์วิกฤติตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น มองว่าอุสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่อยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย คงได้รับผลกระทบในเรื่องความเชื่อมั่นหรือการตัดสินใจซื้ออยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยก็ต้องเผชิญกับหลายสถานการณ์ ที่ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ แต่ผู้ประกอบการเองก็ได้มีการปรับตัวและผ่านพ้นเหตุการณ์ต่างๆ มาได้ ทั้งความปั่นป่วนของภาษีทรัมป์ หรือแม้แต่ช่วงโควิด-19 เอง หลังจากคลี่คลายก็พบว่าอุตสาหกรรมก็ปรับตัวขึ้นมาก

 ทั้งนี้ ประเทศไทยนับว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงมีแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาตั้งโรงงานการผลิตอย่างต่อเนื่อง และจากการเติบโตที่สูงในปี 68 มากถึง 40% สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยมีตลาดหลักเป็นอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง 

“เดิมผู้ประกอบการต้องการเข้าไปทำตลาดตะวันออกกลางให้มากขึ้น จากก่อนหน้าที่มีการพึ่งพาตลาดสหรัฐ แต่เหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ต้องมีการชะลอออกไป และจะพิจารณาจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อทำตลาดดังกล่าวอย่างเข้มข้นมากขึ้น หากสถานการณ์สงบแล้ว”

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและความผันผวนทั่วโลกนี้ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการจัดงานแสดงสินค้าระดับโลก (Exhibition) เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบในหลายด้าน และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงไปสู่ตลาดอาเซียน โดยต่างชาติเลือกไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค เห็นได้จากจำนวนงานแสดงสินค้าที่ของ Informa Markets ในไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 7 งานในช่วงก่อนโควิด เป็น 18 งานในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 100%

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง พบว่า ประเทศไทยมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ต่ำกว่ามาก ความได้เปรียบนี้จึงดึงดูดให้ผู้จัดงานระดับนานาชาติบางรายตัดสินใจยกเลิกการจัดงานในประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ หรือดูไบ เพื่อย้ายมาจัดงานที่ไทยแทน อีกทั้งไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้นำและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สมาพันธ์อัญมณี แห่งอาเซียน ได้รับบทบาทเป็นจุดเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมเครือข่ายระดับภูมิภาคเข้ากับพันธมิตรทั่วโลก งานแสดงสินค้าในไทยจึงไม่ใช่แค่การโชว์สินค้า แต่เป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่จับต้องได้จริง

ขณะเดียวกันยังมีพื้นฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอัญมณีและเครื่องประดับที่เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 3 ของประเทศ ความพร้อมของไทยที่ ฝีมือช่างเจียระไนเป็นอันดับหนึ่งของโลก และการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่า ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกยังคงมีความเชื่อมั่นแม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย

สำหรับปีนี้ จึงได้จัดงาน Jewellery & Gem ASEAN Bangkok 2026 (JGAB) งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ ในวันที่ 22-25 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่4 รวมผู้ประกอบการมาจัดแสดงสินค้ากว่า 400 บริษัท จากกว่า 15 ประเทศ เข้ามาร่วมผลักดันงาน JGAB 2026 สู่ศูนย์กลางเวทีเจรจาธุรกิจการค้าชั้นนำสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค ตั้งเป้าหมายคาดว่าจะมี ผู้เยี่ยมชมงาน นักธุรกิจ และจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมงานกว่า 10,000 รายจาก 60 ประเทศ