มื่อวันที่ 19 มี.ค. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภา วาระเรื่องด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชน

ทั้งนี้ก่อนการโหวตตัดสิน ได้เปิดให้ สส. ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนนายอนุทิน และฝ่ายที่เห็นเป็นอย่างอื่น อภิปรายฝ่ายละ 70 นาที ในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี

โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนมีข้อกังวลและกังขาต่อคุณสมบัติของนายอนุทิน ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากในพฤติกรรมของนายอนุทินไม่น่าไว้วางใจว่าจะมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ส่อว่าไม่สุจริต ทั้งการบริหารจัดการและแก้ไขสถานการณ์น้ำมันที่ขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลรักษาการแถลงมาตลอดว่ามีน้ำมันเพียงพอ แต่เหตุการณ์จริงน้ำมันหายได้อย่างไร หากไม่เป็นเพราะการทำนโยบายที่ทุจริตของรัฐบาลรักษาการ นอกจากนั้นแล้วนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้สร้างมาตรฐานการเมืองไทยที่ไม่อาจยอมรับได้ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง เนื่องจากก่อนการเลือกตั้งได้ใช้อำนาจโยกย้ายนายอำเภอจำนวนมาก ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่มาตรฐานที่ดี และมองได้ว่านายอนุทินคือตัวการสำคัญที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต

“ผมไม่ได้บอกว่ามีพรรคการเมืองไหนได้ผลดีจากการเลือกตั้งที่มีปัญหาที่สุด แต่ประเด็นของผมคือการโยกย้ายตำแหน่งมโหฬารนั้นยอมรับได้หรือไม่ เป็นมโนธรรมสำนึก สิ่งที่นายอนุทิน ในฐานะนายกฯ และรมว.มหาดไทย ทำก่อนการเลือกตั้งไม่ยอมรับให้เป็นมาตรฐานการเมืองไทย และส่อทุจริต โกงการเลือกตั้ง ซึ่งผมหวังว่าจะไม่ทำ” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ อภิปรายต่อว่า นายอนุทิน ยังมีข้อกล่าวในคดีฮั้ว สว. และตนมองว่าฐานะที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหาร ไม่ต้องมีหน้าที่รักษากฎหมาย หรือทำกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ใน 3 ประเด็น มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ จะทำให้กฎหมายของบ้านเมืองเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นตัวอย่างที่นายอนุทิน เป็นผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ เพราะปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายรังสิมันต์ อภิปรายนั้น พบว่ามี สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกประท้วงอยู่เป็นระยะๆ นอกจากนั้นแล้วนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้ทักท้วงหลายครั้งว่าอย่าให้เป็นการอภิปรายที่เข้าข่ายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และขอให้อยู่ในสาระของคุณสมบัติของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี

นายรังสิมันต์ กล่าวตอบโต้ช่วงหนึ่งว่า การอภิปรายของตนเพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อกังขาในความซื่อสัตย์สุจริตของนายอนุทิน ดังนั้นการพิจารณาคุณสมบัติผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตต้องคำนึงถึงเรื่องในอดีต และการทำหน้าที่รัฐบาลรักษาการ ทั้งนี้หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะจัดหนักกว่านี้.