เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาวาระด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน

ทั้งนี้ก่อนการโหวตตัดสิน ได้เปิดให้ สส. ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนนายอนุทิน และฝ่ายที่เห็นเป็นอย่างอื่น อภิปรายฝ่ายละ 70 นาที ในประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบกับการเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า ตามหลักการประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อ 16 ที่ระบุให้สมาชิกต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งโดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลนั้นๆ ประกอบกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งสำคัญกว่าคุณสมบัติทางกฎหมาย ที่จริงกรณีของนายกฯ อนุทิน ตนก็เสียดายว่าช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ได้มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์จากท่านเลย ได้ฟังนายณัฐพงษ์มากพอสมควร และก็วันนั้นค่อนข้างจะเคลิ้ม

ประเด็นหลักที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถสนับสนุนนายอนุทินได้ เพราะมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. มีผลร้ายแรงถึงขั้นทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หาก สว. ขาดความเป็นกลางทางการเมืองและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง จะส่งผลให้องค์กรอิสระขาดความเป็นกลางและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะของผู้ถูกกล่าวหาในการดำเนินการของสองหน่วยงานหลักคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ กกต. ที่ตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนชุดที่ 26 และได้มีความเห็นว่า นายอนุทินและผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ ได้ดำเนินการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา แต่สิ่งที่สร้างความคลางแคลงใจคือการที่ กกต. ได้ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ การตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ถูกฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริตแล้ว และแม้จะมีข่าวว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 อาจจะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายยังคงอยู่ที่ กกต. ส่วนคดีของดีเอสไอ อัยการได้ส่งสำนวนคืนกลับมายัง ดีเอสไอ เมื่อต้นปี 69 เพราะเห็นว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนประมาณ 1,200 คน วงเงิน 300 ล้านบาท ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับอั้งยี่และการฟอกเงิน อัยการเห็นว่า ต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่สามารถแบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ การที่บุคคลซึ่งมีคดีค้างเช่นนี้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของพี่น้องประชาชน กระทบความเชื่อมั่นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความสามารถในการหาบุคคลที่เหมาะสมกว่า

“ทั้งนี้ ด้วยหลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถสนับสนุนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เช่นกัน เมื่อนายณัฐพงษ์ได้ตกเป็นผู้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลเรื่องแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเรื่องได้ถูกส่งเข้าสู่ศาลฎีกา และอาจทำให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันถึงมติพรรคถึงการงดออกเสียงในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องของการรอร่วมรัฐบาล แต่พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจที่จะทำงานในฐานะฝ่ายค้าน และเป็นที่น่าเสียดายที่สองพรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ มีแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่มีปัญหาเหล่านี้ในตัวนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย และนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ จำเป็นต้องงดออกเสียงในครั้งนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว.