หลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดปัญหา “มะพร้าวน้ำหอม” ราคาตกต่ำแบบผิดปกติในหลายพื้นที่ โดยปัญหาส่วนหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้คือ มีทุนข้ามชาติให้ “นอมินี” มาตั้ง “ล้ง” รับซื้อ แบบครบวงจร จนสามารถกดราคาผลไม้ไทย ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อน กระทั่งตำรวจ ปอศ. เข้าจับกุม “กลุ่มทุนข้ามชาติ” ในพื้นที่ จ.ราชบุรี สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบครองธุรกิจเกษตร บิดเบือนราคารับซื้อ จนส่งผลกระทบต่อผลไม้ของไทย ไม่ใช่แค่เพียงมะพร้าาวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ก็ถูกครอบงำเช่นเดียวกัน ก่อนที่เจ้าของล้งทุเรียนในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจัดการแก้ปัญหาของกลุ่มทุนใหญ่จากจีนที่เข้าบุกตลาดทุเรียนส่งออกครบวงจร โดยเกรงว่าจะทำให้เจ้าของล้งคนไทยได้รับความเสียหาย ล่าสุดอดีตมือปราบทุเรียนอ่อน ออกมาเสนอรัฐบาล ดึงกลไก “สหกรณ์” รวบรวมผลผลิตคุณภาพชนกับกลุ่มทุน ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้แจ้งจากพลเมืองดี ว่ากำลังมีการก่อสร้างล้งรับซื้อทุเรียนขนาดใหญ่ แบบครบวงจร รวมถึงการก่อสร้างห้องเย็น คาดว่าเป็นการก่อสร้างเพื่อรองรับฤดูกาลทุเรียนปี 2569 ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ที่บริเวณ ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร โดยเบาะแสดังกล่าวอ้างด้วยว่าล้งทุเรียน และห้องเย็นดังกล่าวเป็นของนักธุรกิจชาวจีน ที่ก่อนหน้านี้เดินทางเข้ามาทำธุรกิจในพื้นที่ จ.ระนอง โดยการก่อสร้างได้มีใช้วิศวกร และผู้ควบคุมงานเป็นชาวจีนทั้งสิ้นและใช้แรงงานต่างด้าวซึ่งไม่แน่ใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ร้องเรียนได้แจ้งให้ทราบถึงผู้ที่กล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าของล้งชาวจีน
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบพบว่า บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างเป็นชาวจีน มณฑลซินเจียง เดินทางเข้า เข้าออกในประเทศไทยรวม 23 ครั้ง โดยใช้วีซ่าทำงาน กับบริษัทห้องเย็นแห่งหนึ่ง ที่ดำเนินกิจการส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งในพื้นที่ จ.ระนอง คราวละ 1 ปี ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า ชาวจีนคนดังกล่าวมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัทส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและ ขยายกิจการมารับซื้อทุเรียนเพื่อส่งออกในพื้นที่ อ.หลังสวน จ.ชุใพร มาระยะหนึ่งแล้ว และถือเป็นบุคคลกว้างขวาง ในวงการรับซื้อทุเรียนของตลาดกลางภาคใต้ มีการนำคนงานชาวจีน เข้ามาทำงานในล้ง รวมถึงจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐของไทย เพื่อให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการรับซื้อและส่งออกทุเรียน ในลักษณะการจ่ายส่วย
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบบริษัทนิติบุคคล ที่ชายคนดังกล่าวระบุในใบอนุญาตทำงาน พบว่า เป็นบริษัทสัญชาติไทยซึ่งมีหุ้นส่วนเป็นชาวจีน 2 ราย ถือหุ้นในอัตราร้อยละ 49 ประกอบธุรกิจขายส่งปลาและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ จดทะเบียนเมื่อปี 2562 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท
แหล่งข่าวด้านความมั่นคง แจ้งว่า นายทุนชาวจีนคนดังกล่าว มีการกล่าวอ้างกับเจ้าหน้าที่ว่าได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงชาวไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ว่าการสมรสกับหญิงชาวไทยดังกล่าว เป็นการสมรสที่ถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกำหนดว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจแล้วมีการสมรสกับหญิงชาวไทยเพื่อให้การจัดตั้งบริษัท จะต้องเป็นไปตามกฏหมาย ที่ไม่อนุญาตให้ชาวต่างด้าว ที่มีการจดทะเบียนในประเทศของตนเอง มาจดทะเบียนซ้ำกับชาวไทย นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบด้วยว่าการก่อสร้างล้งรับซื้อทุเรียนพร้อมห้องเย็น ที่เชื่อว่าใช้สำหรับแช่แข็งเนื้อทุเรียน มีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ซึ่งหากใช้ชื่อบริษัทเดิมที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์น้ำ ถือว่าเข้าข่ายความผิดเนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการกระทำได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ปัจจุบันรูปแบบการส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนได้ปรับเปลี่ยนจากการส่งผลทุเรียนสดเป็นการส่งเนื้อทุเรียนแช่แข็งแทน เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำกว่า นักลงทุนชาวจีนจึงได้ใช้คุณลักษณะของคุณภาพทุเรียนผลในการกดราคารับซื้อ ในลักษณะทุเรียนตกเกรดแล้วนำมาคัดแยก เอาเฉพาะเนื้อทุเรียนเข้าสู่กระบวนการแช่แข็งเพื่อส่งออก ทำให้ปัจจุบันชาวสวนทุเรียนสามารถขายทุเรียนเกรดคุณภาพได้เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น จนทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ราคาทุเรียนตกต่ำในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา



