สำหรับ อดุลย์ ลือกิจนา “สวนกุหลาบวิทยาลัย” เป็นมากกว่าโรงเรียน การกลับสู่รั้วชมพูฟ้าอีกครั้ง ในฐานะ “เฮดโค้ช” ทีมฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี จึงถือเป็นภาจกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง
นี่คือครั้งที่ 3 ที่ “โค้ชดุลย์” มีโอกาสเข้ามาทำทีมฟุตบอลสวนกุหลาบ แต่ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ในฐานะ “โค้ชใหญ่” ที่จะเป็นผู้สั่งการคอยบงการทุกอย่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “ฟุตบอลนักเรียน” ในปัจจุบัน ใส่เกียร์เดินหน้า พัฒนาไปเร็วมาก บวกกับการถูกเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดจากแฟนบอล และศิษย์เก่า ทำให้นี่คือช่วงเวลาที่ อดุลย์ ต้องทุ่มสุดตัว
ยิ่ง “เด็กสวน” มีดีกรีเป็นถึง “แชมป์เก่า” ในรายการ “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ” 18 ปี ก การพาทีมจบอันดับอื่นที่ไม่ใช่ “แชมป์” อาจทำให้ถูกมองว่า “ล้มเหลว”
การเข้ามาครั้งนี้จึงท้าทายเหลือเกิดทั้งสำหรับ “อดุลย์ ลือกิจนา” และ “สวนกุหลาบวิทยาลัย”

จากไอดอลนักเตะขวัญใจสู่การเป็นโค้ช
พูดชื่อ “อดุลย์ ลือกิจนา” คอบอลนักเรียนรุ่นใหญ่ ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะนี่คือหนึ่งใน “ตัวท็อป” ยุคนั้น และผนึกกำลังกับเพื่อนร่วมทีมนำ “ชมพู-ฟ้า” กวาดแชมป์เป็นว่าเล่น
อดุลย์ เริ่มต้นจากการเป็นนักฟุตบอลอยู่ที่บ้านเกิด จังหวัดสระบุรี แต่มีอยู่ปีหนึ่ง ได้โอกาสไปเล่น “โค้กคัพ” รุ่นอายุ 16 ปี ที่กรุงเทพ และโชว์ฟอร์มดี จนไปเข้าตา อ.สุรินทร์ เข็มเงิน และ อ.ทนสิงห์ เสือมาพะเนา 2 โค้ชคู่หูของสวนกุหลาบ จึงดึงมาเข้าสวนกุหลาบ ตอนมัธยม 4
เข้าเรียนในรุ่น 111 “มหาราช”
เพียงแค่ปีแรก อดุลย์ และเพื่อนร่วมทีมอย่าง วัชรกร อันทะคำภู, อาทิตย์ ธนูศร, นาวี หัตถเกรียงไกร, เอกภพ โพธิไสย, ธนากร กิตติธรรม, จีรพงษ์ เพชรโชติ ช่วยกันพาทีมเดินหน้าคว้าแชมป์บอลนักเรียนแทบจะทุกรายการในประเทศ
ปีพ.ศ.2533 ปีเดียว สวนกุหลาบ คว้าแชมป์ทั้ง กรมพลศึกษา 16 ปี ก. และ กองทัพอากาศ แถมยังได้รอวงแชมป์ กทม. ก่อนที่จะก้าวต่อไปคว้าแชมป์แกรนด์สปอร์ตคัพ ในปีพ.ศ. 2534
และปีพ.ศ. 2535 ทีมชุดนี้ยังประสบความสำเร็จได้แชมป์กรมพลศึกษา 18 ปี ก.อีกด้วย

การกลับมาครั้งที่ 3 ในฐานะ “เฮดโค้ช”
หลังจบจากสวนกุหลาบ อดุลย์ เข้าเรียนต่อ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเดินหน้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับหลายสโมสร เช่นธนาคารกรุงเทพพณิชการ, ทีมกรุงเทพมหานคร และการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นสโมสรสุดท้าย
เขาไม่เคยหายหน้าไปจากโรงเรียนเก่า ยังคงวนเวียนพบปะกับรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่เสมอ จนกระทั่งถูก “เนวิน ชิดชอบ” ดึงเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมงานสต๊าฟโค้ชสวนกุหลาบ ชุดฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ในปีพ.ศ. 2548
สวนกุหลาบ ชุดนี้มี เนวิน ชิดชอบ เป็นผู้จัดการทีม ขณะที่เฮดโค้ชเป็น “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ และมีทีมสต๊าฟโค้ชเช่น วัชรกร อันทะคำภู, ดนัย วิสุทธิแพทย์ และ อดุลย์ ลือกิจนา
หลังจากนั้น อดุลย์ ได้โอกาสกลับมาทำทีมสวนกุหลาบอีกครั้ง ในช่วงปี 2564-2565 ในรุ่น 18 ปี ซึ่งพาทีมก้าวไปถึง “รองแชมป์” กรมพลศึกษา 18 ปี . โดยแพ้ต่อ อัสสัมชัญธนบุรี ในรอบชิงชนะเลิศ
วันนี้ กับการกลับมาครั้งที่ 3 อดุลย์ บอกว่า “กับสวนกุหลาบ พี่เคยทำมา 2 ครั้ง สมัยแรกเลยก็ปี 2548 รอบนี้เป็นรอบที่ 3 สำหรับรุ่น 18 ปี มันเป็นความท้าทายที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้”

บอลนักเรียนยุคใหม่ไม่ใช่แค่ “บอลเด็ก”
ฟุตบอลนักเรียนในปัจจุบัน แตกต่างและพัฒนาขึ้นเยอะ การกลับมารอบนี้ จึงถือว่าท้าทายมาก และตัวโค้ชเอง ก็ต้องทำการบ้านอย่างหนัก และปรับตัวเข้านักฟุตบอลสมัยนี้ให้มากขึ้นเช่นกัน
“สมัยนี้แตกต่างกันเยอะ โดยเฉพาะเรื่องความเข้มข้นของการแข่งขัน ทักษะของเด็กยุคใหม่ ที่มีความปราดเปรียวมากขึ้น ระบบทุกอย่างดีขึ้น ทั้งความแข็งแกร่งและโภชนาการ”
“ที่สำคัญคือมาตรฐานของโค้ชผู้ฝึกสอนก็สูงขึ้นมาก เดี๋ยวนี้โค้ชที่มี License ระดับ A, C หรือแม้กระทั่ง Pro ก็ลงมาทำฟุตบอลนักเรียน จึงต้องปรับตัวตามให้ทันเพราะเกมฟุตบอลสมัยนี้เร็วมากครับ”
บอลเด็กในปัจจุบันความเก่งอย่างเดียวจึงไม่พอ แต่ต้องอาศัยการโค้ชที่ละเอียดและเข้มข้นในทุกมิติ

ศักยภาพที่ยังต้องเติมเต็ม
นอกจากบอลเด็กไปพัฒนาไปไกล การกลับมาครั้งนี้ ยังมีการบ้านที่ “โค้ชดุลย์” ต้องปรับปรุงแก้ไขภายในทีมหลายอย่าง และยังต้องหาเลือดใหม่มาเสริมทัพให้ “ชมพู-ฟ้า”
เนื่องจากรุ่นพี่ชุดที่ช่วยกันคว้าแชมป์ “กรมพลศึกษา เดลินิวส์ คัพ” 2025 จบการศึกษาไปแล้วหลายคน ทำให้ อดุลย์ ยอมรับว่า ตอนนี้ ทีมยังขาดตัวผู้เล่นในหลายตำแหน่ง
โดยเฉพาะในตำแหน่งกองหน้า ที่มีหน้าอาชีพเพียงคนเดียวคือ “เจ้าไหม” ธีรเทพ ระถาพล
“ในฐานะแชมป์เก่า เรายังมีโครงสร้างผู้เล่นเดิมจากปีที่แล้วอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ต้องทำคือการหาผู้เล่นมาเสริมเพื่อสร้างความสามัคคีหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทีมให้ได้”
“โดยเฉพาะตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้า ที่เรายังขาดคนที่เป็นกองหน้าอาชีพจริงๆ ตอนนี้มีเพียง ไหม คนเดียว เราต้องใช้วิธีหมุนเวียน และทดลองผู้เล่นคนอื่นมาแทนตำแหน่งที่รุ่นพี่จบออกไป”
สำหรับ โรงเรียนสวนกุหลาบ จะเปิดคัดเลือกนักฟุตบอล ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่สนามบางจากกรีน สเตเดี้ยม โดยเปิดคัดทั้งรุ่น 14, 16 และ 17 ปี
ถ้าจะคัดรุ่น 14 ปี จะต้องเป็นเด็กที่เกิดปีพ.ศ. 2555-2556
ขณะที่รุ่น 16 ปี เกิดพ.ศ. 2553-2554
และรุ่น17 ปี เกิด พ.ศ. 2552
น้องๆที่สนใจลองไปคัดกันได้ เพื่อโอกาสในการเป็นนักฟุตบอลสวนกุหลาบ

เป้าหมายที่มากกว่าแค่ “แชมป์”
เมื่อถามถึงเป้าหมายในการกลับมาทำทีมสวนกุหลาบครั้งนี้ อดุลย์ บอกว่า ถ้าหากจะบอกว่าหวังคว้าแชมป์ทุกรายการ ก็คงจะมากเกินไป และเป้าหมายส่วนตัวจริงๆคือการพัฒนาน้องๆให้มีศักยภาพสูงขึ้น เพื่อต่อยอดไปในอนาคตมากกว่า
“ถ้าจะบอกว่าเอาแชมป์ทุกรายการมันก็จะดูเวอร์และเป็นการดูถูกคู่ต่อสู้เกินไป เป้าหมายส่วนตัวของผมคือการพัฒนาน้องๆ ให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เพื่อให้เขาสามารถไปต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นได้”
“ไม่ว่าจะเป็นไทยลีก 1, 2, 3 หรือติดทีมชาติ รวมถึงการหาที่เรียนต่อให้พวกเขา ส่วนเรื่องผลการแข่งขัน ใครๆก็อยากได้แชมป์ ผมก็อยากได้ เราจึงจะเต็มที่แน่นอนในทุกทัวร์นาเมนต์แน่นอน”
แต่ความคาดหวังย่อมมาพร้อมกับความกดดัน ยิ่งชุดเก่าทำเอาไว้ถึงตำแหน่งแชมป์ โค้ชชุดใหม่จึงกดดันมากกว่าเดิม จึงเป็นอีกความท้าทาย ที่ต้องรับมือกันไป
“ความกดดันเป็นเรื่องธรรมดาครับ ไม่ว่าจะทำทีมเล็กหรือทีมใหญ่ เพราะมีความคาดหวังจากทั้งศิษย์เก่าและผู้บริหาร” อดุลย์ ยอมรับ
“แต่เราต้องใช้ความกดดันตรงนี้เป็นแรงผลักดันตัวเองขึ้นไปให้ได้ งานนี้ถือเป็นงานช้าง แต่ก็เป็นความท้าทายที่น่าสนุกครับ”

“ชมพู-ฟ้า” พลังแฝงจากผู้เล่นคนที่ 12
อีกหนึ่งปัจจัย ที่เป็นอาวุธลับของชาวสวนกุหลาบมาสมอก็คือการสนับสนุนจากรุ่นพี่รุ่นน้อง นี่คือพลังที่มองไม่เห็น และเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ที่ช่วยผลักดันให้นักเตะผ่านความยากลำบากมาครั้งแล้วครั้งเล่า
“ฟุตบอลสวนกุหลาบมันอยู่ในเส้นเลือดของพวกเรา ไม่ว่าจะแข่งที่ไหน เราจะเห็นพี่น้องชมพูฟ้าไปให้กำลังใจเสมอ ผมอยากขอบคุณและอยากให้ติดตามเชียร์กันต่อไปครับ”
“เสียงเชียร์และแฟนบอลคือพลังงานแฝง ที่ช่วยผลักดันให้นักบอลของเรามีแรงต่อสู้เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยของเราครับ”
อดุลย์ ทิ้งท้ายในที่สุด.



