สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปี 2569 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันสะดุดทันที
แม้ราคาน้ำมันในตลาดล่วงหน้าจะเคลื่อนไหวอยู่ราว 90-115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในตลาดจริงกลับพุ่งขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องของ ‘ราคา’ แต่ยังทำให้ ‘น้ำมันเริ่มขาดตลาด’
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อประเทศในเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางสูง โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และ ประเทศไทย ที่ต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน แต่สิ่งที่ต่างกันชัดเจนคือ ‘วิธีรับมือ’
ญี่ปุ่น: แก้เกมล่วงหน้า จึงเอาอยู่ในวันที่วิกฤตมา
ความสำเร็จของญี่ปุ่นในการรับมือราคาน้ำมันแพง ไม่ได้มาจากมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการวางยุทธศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 2516
ญี่ปุ่นเลือกที่จะ ‘ลดการพึ่งพาพลังงาน’ แทนการพยายามกดราคา โดยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมหนักที่ใช้พลังงานสูง ไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานต่ำ พร้อมผลักดันโครงการขนาดใหญ่ เช่น Sunshine และ Moonlight ที่พัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม
ผลที่เกิดขึ้นคือ เศรษฐกิจยังเติบโตได้ แต่ใช้พลังงานน้อยลง หรือที่เรียกว่า ‘Decoupling’ ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ประเทศรับมือวิกฤตได้ดีในทุกวันนี้
เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ญี่ปุ่นจึงสามารถระบายน้ำมันสำรองออกมาพยุงตลาดได้ทันทีถึง 80 ล้านบาร์เรล เพื่อลดแรงกดดันด้านราคา พร้อมตรึงราคาน้ำมันผ่านเงินอุดหนุน แต่ไม่ได้ใช้แค่งบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว โดยมีการระดมทุนผ่านพันธบัตรด้านพลังงานเข้ามาเสริม ทำให้สามารถดูแลราคาพลังงานในระยะสั้นได้ โดยไม่สร้างภาระต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
ไทย: ตรึงราคาได้ แต่ต้องแบกต้นทุนเพิ่ม
ในขณะที่ญี่ปุ่นมีกันชน ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ไทยกลับต้องรับแรงกระแทกเต็มๆ และกำลังเผชิญภาวะที่เรียกว่า ‘การขาดดุล 3 ด้าน’ หรือ ‘Triple Deficit’ ทั้งพลังงาน การคลัง และการค้าในเวลาเดียวกัน
มาตรการหลักของไทยคือการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อกดราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ต้องแลกกับภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนกองทุนเริ่มติดลบและต้องกู้เงินเพิ่ม
ปัญหาคือ วิธีนี้ช่วยได้แค่ชะลอผลกระทบ แต่ไม่ได้แก้จุดอ่อนซึ่งเป็นเรื่องหลัก เพราะไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงกว่า 50% และยังไม่มีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐเหมือนญี่ปุ่น อีกทั้งน้ำมันสำรองส่วนหนึ่งยังอยู่ระหว่างขนส่ง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในช่วงวิกฤต
ผลกระทบจึงลามไปทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าไฟ ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าและการท่องเที่ยวที่เริ่มชะลอตัว
บทเรียนจากญี่ปุ่น: ไม่ใช่แค่แก้ราคา แต่ต้องแก้โครงสร้าง
สิ่งที่ญี่ปุ่นทำสำเร็จ ไม่ใช่แค่ควบคุมราคาน้ำมัน แต่คือการสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่นต่อวิกฤต โดยบทเรียนสำคัญมีอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้
1. เปลี่ยนจากการลดราคา ไปลดการใช้พลังงานต่อหน่วยเศรษฐกิจ
2. สร้างคลังสำรองพลังงานของรัฐ เพื่อให้มีอำนาจในการแทรกแซงตลาดและควบคุมสถานการณ์ได้จริง
3. เชื่อมมาตรการระยะสั้นเข้ากับการลงทุนระยะยาว เช่น พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน
ฉะนั้นหมายความว่าไทยต้องเลิกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และเปลี่ยนวิธีคิดว่าราคาน้ำมันไม่ได้เป็นวิกฤตชั่วคราว แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ทั้งระบบ
สงครามครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของไทย
ไม่ได้มีแค่เรื่องน้ำมันแพงเท่านั้น แต่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบพลังงานไทยอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี
ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตครั้งนี้กำลังกดดันให้ไทยต้องหันกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานใหม่ทั้งหมด หากไทยใช้จังหวะนี้เร่งปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยทำ วิกฤตในวันนี้ก็อาจกลายเป็นจุดตั้งต้นของความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราอาจควบคุมสงครามไม่ได้ แต่เลือกที่จะควบคุม ‘วิธีรับมือ’ ได้ และนั่นเองที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศต่อจากนี้



