เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการจัดการความเสี่ยง การบริหารนโยบาย-ยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัยมิชิแกน สะท้อนสถานการณ์ “น้ำมันแพง” และขาดตลาด โดยระบุว่า
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนน่าจะเห็นภาพรถต่อคิวยาวหน้าปั๊มน้ำมันกันมาแล้ว ภาพแบบนี้ทำให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจรู้สึกกังวล ตื่นตระหนก และอดถามไม่ได้ว่า ????????ประเทศไทยกำลังเจอ “วิกฤตน้ำมันขาดแคลน” จริงหรือไม่?
หรือจริงๆ แล้ว สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่ “น้ำมันหมด” แต่เป็น “ความผิดปกติชั่วคราว” ของระบบเศรษฐกิจ ที่เกิดจากพฤติกรรมของตลาดและความตื่นตระหนกของสังคม มากกว่าจะเป็นปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรจริง
ถ้าย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี จะพบว่า การใช้น้ำมันดีเซลของไทยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างคงที่ และไม่เคยเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นเหมือนรอบนี้มาก่อน
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “น้ำมันขาดตลาดหรือไม่” แต่คือ “ระบบกำลังรับมือกับความต้องการที่พุ่งขึ้นผิดจังหวะได้ดีแค่ไหน” และ “เราจะเปลี่ยนวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งนี้ ให้กลายเป็นโอกาสยกระดับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างไร”
1) ข้อมูลการใช้น้ำมันดีเซลย้อนหลัง 5 ปีก่อนช่วงวิกฤต กับสาเหตุทำไมน้ำมันขาดตลาด
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ. / EPPO) ที่ผมตรวจสอบได้ มีตัวเลขดังนี้
- ปี 2564 การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเฉลี่ย 63.16 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2565 การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเฉลี่ย 73.08 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2566 การใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 68.9 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2567 การใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 68.8 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2568 (6 เดือนแรก) การใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 69.8 ล้านลิตร/วัน และไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 71 ล้านลิตร/วัน
สรุปแบบตรง ๆ คือ ฐานการใช้ดีเซลของไทยก่อนวิกฤต อยู่แถว ปลาย 60 ถึงต้น 70 ล้านลิตร/วัน โดยปี 2565 สูงเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงฟื้นตัวหลังโควิด ส่วนปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2568 ค่อนข้างนิ่ง อยู่แถว 68.8–69.8 ล้านลิตร/วัน
แต่ในช่วงวิกฤตหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีระบุว่า การใช้ดีเซลจากภาวะปกติราว 67 ล้านลิตร/วัน กระโดดขึ้นเป็น 84 ล้านลิตร/วัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลและผู้ค้าน้ำมันก็ยืนยันว่า ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกประมาณ 96 วัน และปัญหาหน้าปั๊มจำนวนมากที่เห็นกัน ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนน้ำมันดิบทั้งระบบ แต่เกิดจาก ความต้องการที่พุ่งขึ้น และ การขนส่งที่ไม่ทัน
2) อ่านข้อมูลอย่างไร
พูดง่ายๆ คือ ระบบปัจจุบันในภาวะปกติ “ทำงานได้”
เพราะข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีบอกชัดว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ ใช้ได้ต่อเนื่องในระดับ 60–70 ล้านลิตร/วัน คนไม่ได้แห่ล้นแบบที่เห็นตอนนี้ แปลว่าโครงสร้างหลักของระบบ ทั้ง นำเข้า–โรงกลั่น–คลัง–ปั๊ม ไม่ได้พัง
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในรอบนี้ มาจาก ความต้องการที่พุ่งขึ้นผิดปกติ หลังข่าวสงครามตะวันออกกลางกระทบระบบขนส่งน้ำมันทางทะเล ข่าวราคาน้ำมันจะพุ่ง และข่าวน้ำมันจะขาด กระจายไปถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว
พอคนจำนวนมากรีบออกไปเติมน้ำมันพร้อมกัน ปัญหาที่เกิดจึงเป็นเรื่องของ “การไหลของระบบ” ไม่ใช่ “ตัวระบบ”
เปรียบง่ายๆ เลยคือ ระบบน้ำมันไทยเหมือน ท่อส่งน้ำ
วันนี้น้ำยังมีอยู่ในท่อ แต่ไหลไม่ทัน เพราะคนเปิดก๊อกพร้อมกัน เพราะฉะนั้น ถ้าไป “รื้อท่อทั้งระบบ” ก็จะเสียเวลา และเสี่ยงทำให้ทั้งระบบเสียสมดุล แต่ถ้าจัดการแรงดันให้ดี กระจายน้ำให้ดี และลดความตื่นตระหนกของผู้ใช้ ปัญหาก็มีโอกาสคลี่คลายได้ไม่นาน
3) สาเหตุการใช้พุ่ง สามารถแยกสัดส่วนอย่างไร
ตรงนี้ต้องพูดตรง ๆ ว่า ตอนนี้ยังไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะที่แยกสาเหตุออกมาเป็นตัวเลขทางการแบบร้อยละต่อร้อยละ
ดังนั้น สัดส่วนต่อไปนี้จึงเป็น การประมาณเชิงวิเคราะห์ จาก 4 ชุดข้อมูลประกอบกัน คือ
1.ฐานการใช้ดีเซลย้อนหลังของ สนพ.
2.คำยืนยันของรัฐว่ามีน้ำมันพอ แต่เกิดการเร่งเติม
3.รายงานภาคสนามว่าปั๊มบางแห่งขนส่งไม่ทัน/ปิดเป็นช่วง
4.ข้อมูลว่าปั๊มไม่มีแบรนด์และปั๊มชุมชนจำนวนมากได้รับผล ทำให้รถไหลไปรวมที่ปั๊มใหญ่ที่มีแบรนด์
กรอบประมาณการสัดส่วนของแต่ละสาเหตุของผม มี 4 สาเหตุหลักที่ทำให้ยอดใช้น้ำมันพุ่ง จนเกิดภาพน้ำมันขาดตลาด
1.ความตื่นตระหนกของประชาชนและการเร่งเติมล่วงหน้า: ประมาณ 45–55% ของยอดพุ่ง
เหตุผลคือ รัฐบาลเองชี้ว่าคนใช้จาก 67 ล้านลิตร/วัน พุ่งเป็น 84 ล้านลิตร/วัน เพราะความกังวล และหลายพื้นที่มีการจำกัดยอดเติมหรือมีคิวหน้าปั๊มยาว ซึ่งเป็นอาการคลาสสิกของความต้องการซื้อจากความกลัว หรือ panic demand มากกว่าการใช้จริง
2.การสำรองเพิ่มของผู้ประกอบการขนส่ง/ธุรกิจ/ฟลีทรถ: ประมาณ 20–25%
เมื่อราคาน้ำมันมีความเสี่ยงจะขึ้น และการส่งมอบไม่แน่นอน ธุรกิจขนส่งและผู้ใช้รายใหญ่จึงมีแรงจูงใจเติมถังเต็ม หรือเพิ่มสต๊อกใช้งาน ส่งผลให้ยอดขายรายวันพุ่งเร็วกว่าการใช้งานปลายทางจริง
3.คอขวดโลจิสติกส์และการกระจุกตัวของความต้องการ: ประมาณ 15–25%
สื่อภาคสนามรายงานว่า ปั๊มไม่มีแบรนด์และปั๊มชุมชนจำนวนมากไม่มีน้ำมัน ทำให้รถจำนวนมากไหลไปรวมที่สถานีบริการแบรนด์หลัก ขณะเดียวกัน รัฐก็ยืนยันว่าติดปัญหาการขนส่งจากคลังไปสถานีบริการไม่ทัน เรื่องนี้ทำให้ “ยอดขายบางจุด” พุ่งแรง และสะท้อนออกมาเป็นภาพว่าน้ำมันขาด ทั้งที่ในระดับประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอ
4.ความต้องการจริงจากเศรษฐกิจ/ฤดูกาล/การเดินทางและอื่น ๆ: ประมาณ 5–10%
ฐานก่อนวิกฤตของไทยอยู่ราว 69–70 ล้านลิตร/วัน และครึ่งแรกปี 2568 ก็ยังอยู่ระดับนี้ จึงอาจมีส่วนจากกิจกรรมเศรษฐกิจจริงอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอจะอธิบายการกระโดดขึ้นไปถึง 84 ล้านลิตร/วัน ได้ด้วยตัวเอง
ถ้าจะพูดให้สั้นที่สุด ก็คือ ยอดการซื้อน้ำมันพุ่งและภาพน้ำมันขาดตลาดรอบนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจาก “ใช้จริงเพิ่ม” แต่เกิดจาก “เร่งเติม + สำรองเพิ่ม + ขนส่งไม่ทัน”
4) วิเคราะห์ผลกระทบลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ
ปัญหานี้อันตรายตรงที่มันไม่ได้จบแค่ “หน้าปั๊ม” แต่สามารถลามเป็นลูกโซ่ไปทั้งระบบเศรษฐกิจได้
อย่างแรก: ต้นทุนขนส่ง
ดีเซลเป็นต้นทุนหลักของรถบรรทุก โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า เมื่อหน้าปั๊มไม่แน่นอน ผู้ประกอบการต้องเผื่อเวลา วิ่งหาเชื้อเพลิง และรับต้นทุนสต๊อกเพิ่ม สุดท้ายต้นทุนเหล่านี้ก็จะถูกผลักไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
อย่างที่สอง: เงินเฟ้อและค่าครองชีพ
สภาพัฒน์ฯ ตามที่ไทยพีบีเอสรายงาน ระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท/ลิตร อาจฉุด GDP ไทยราว 0.03% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท จากยอด GDP ของประเทศไทยที่ประมาณ 17 ล้านล้านบาท
GDP ที่ถูกฉุดลงหลายพันล้านบาทแบบนี้ อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มีมาตรการใด ๆ จากภาครัฐเข้ามาจัดการ และถ้าราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงจะดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นด้วย
อย่างที่สาม: แรงกดดันต่อกองทุนน้ำมันและการคลัง
ไทยพีบีเอสรายงานว่า รัฐต้องใช้งบอุดหนุนจำนวนมากเพื่อพยุงราคา นั่นแปลว่า ถ้าวิกฤตยืดเยื้อ ภาระทางการคลังจะสูงขึ้น และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายก็จะหดลง
อย่างที่สี่: ความเชื่อมั่นของประชาชนและธุรกิจ
เมื่อคนเห็นภาพปั๊มจำกัดการเติม หรือปิดเป็นช่วง ๆ จะเกิดแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาให้คนยิ่งรีบเติมน้ำมันมากขึ้น ปัญหาจึงยิ่งขยายตัวเอง เพราะฉะนั้น วิกฤตรอบนี้จึงไม่ใช่แค่วิกฤตพลังงาน แต่เป็นทั้ง “วิกฤตพลังงาน + วิกฤตความเชื่อมั่น”
5) สรุปสาเหตุแท้จริง ที่ทำให้คนทั้งประเทศคิดว่า “น้ำมันหมด” ปัญหาหลักของไทยตอนนี้ไม่ใช่ “น้ำมันหมดประเทศ”
แต่คือ “ความต้องการพุ่งผิดจังหวะ + คอขวดการกระจาย + ความกลัวของสังคม”
และการรวมตัวของ 3 ปัจจัยนี้ กำลังเปลี่ยนปัญหาโลจิสติกส์ระยะสั้น ให้กลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นที่ถดถอย ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาทำลายเงินในกระเป๋าของประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ
6) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สิ่งที่ควรทำมี 3 ชั้น และต้องทำพร้อมกัน
ชั้นที่ 1: ดับความตื่นตระหนก หยุดอารมณ์สังคม ใช้ความจริงคุมเกม
รัฐบาลควรเปิด ตัวเลขรายวัน ให้ประชาชนเห็นพร้อมกันทั้งประเทศ เช่น ปริมาณสำรอง ปริมาณน้ำมันที่ส่งเข้าระบบ และปริมาณใช้จริงเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วัน เพราะเมื่อข้อมูลจริงออกมาทุกวัน ข่าวลือจะอ่อนแรงลงเอง
ชั้นที่ 2: แก้คอขวดการกระจาย
นายกรัฐมนตรีได้ประกาศแก้เรื่องนี้แล้ว แต่ต้องเร่งคลายข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ เช่น ขยายรอบเวลาขนส่งน้ำมัน เปิดทางให้รถขนส่งวิ่งได้มากขึ้น จัดลำดับความสำคัญการส่งน้ำมันให้พื้นที่เสี่ยงและปั๊มชุมชนก่อน และติดตามสถานะ คลัง–รถ–ปั๊ม แบบเรียลไทม์ เพราะภาครัฐเองก็ยอมรับแล้วว่า ปัญหาหน้าปั๊มจำนวนมากมาจาก “ขนส่งไม่ทัน”
ชั้นที่ 3: ตัดแรงจูงใจกักตุน
ต้องแยกให้ชัดระหว่าง
- ประชาชนที่ตื่นตระหนก
- ผู้ประกอบการที่สำรองเชื้อเพลิงตามเหตุผลทางธุรกิจ
- ผู้ค้าที่จงใจกักตุนเพื่อกำไร
กลุ่มหลังนี้ต้องใช้กฎหมายจัดการให้เร็ว และเปิดผลคดีเป็นตัวอย่างให้เป็นข่าวใหญ่ ส่วนสองกลุ่มแรกต้องใช้การสื่อสารและการบริหารคิว ไม่ใช่ใช้แต่การลงโทษ เพราะถ้ารัฐสื่อสารผิด คนจะยิ่งแห่เติมมากขึ้น
7) ข้อเสนอแนะเชิงเศรษฐกิจเพิ่มเติม
ควรมีมาตรการสนับสนุนค่าครองชีพเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ดีเซลเป็นต้นทุนตรง หรือเรียกว่ากลุ่มเปราะบาง เช่น
- รถบรรทุก
- รถโดยสารสาธารณะ
- เกษตรกร
- ไรเดอร์
เพราะคนกลุ่มนี้คือตัวผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ ถ้าปล่อยให้ต้นทุนของกลุ่มนี้แกว่งแรง ผลกระทบจะลามไปถึงค่าครองชีพของทั้งประเทศได้เร็วมาก
อีกด้านหนึ่ง รัฐควรเร่งมาตรการลดการพึ่งพาดีเซลบางส่วน เช่น การปรับสัดส่วนไบโอดีเซล และการผลักผู้ใช้บางกลุ่มไปยังเชื้อเพลิงทดแทนที่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงพลังงานเริ่มคิดในแนวทางนี้แล้ว โดยประเมินว่า การเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลจะช่วยลดการใช้ดีเซลฐานได้ราว 1.2 ล้านลิตร/วัน
ข้อสรุปสุดท้าย????????
ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีชี้ชัดว่า ฐานปกติของไทยอยู่แถว 63–73 ล้านลิตร/วัน และในช่วงล่าสุดก่อนวิกฤตอยู่ราว 69–70 ล้านลิตร/วัน ไม่ใช่ 80 กว่าล้านลิตร/วัน
ดังนั้น การพุ่งขึ้นครั้งนี้จึงควรมองว่าเป็น ความต้องการที่ผิดปกติจากความกลัวและการกระจายที่สะดุด มากกว่าจะเป็นการใช้จริงของเศรษฐกิจทั้งระบบ
กล่าวโดยสรุป
“น้ำมันของประเทศยังไม่หมด แต่ถ้าปล่อยให้ความกลัววิ่งเร็วกว่ารถขนน้ำมัน ปัญหาหน้าปั๊มจะลามเป็นปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นทั้งระบบ ผลที่ตามมาคือ เรากำลังทำร้ายตัวเราเองและประเทศชาติทั้งระบบด้วยความกลัวและความตื่นตระหนก”
แล้วไทยควรปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจน้ำมันหรือไม่
นี่คือคำถามใหญ่ในจังหวะนี้ว่า ประเทศไทยควรปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจน้ำมันหรือไม่
สำหรับผม คำตอบคือ “ควรปรับ ไม่ใช่รื้อทั้งระบบ”
เพราะถ้าปฏิรูปผิดจุด จะยิ่งทำให้ตลาดเสียสมดุลมากกว่าเดิม เนื่องจากระบบปัจจุบัน “ทำงานได้” ในภาวะปกติ ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีพิสูจน์แล้วว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ ใช้ได้ต่อเนื่องในระดับ 60–70 ล้านลิตร/วัน แปลว่าโครงสร้างหลักของระบบ ทั้ง นำเข้า–โรงกลั่น–คลัง–ปั๊ม ไม่ได้พัง
แต่เมื่อเกิดวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ความตื่นตระหนก การเติมเผื่อทั้งส่วนบุคคลและธุรกิจ รวมถึงการกักตุนเก็งกำไรทางธุรกิจ ทำให้ยอดการใช้พุ่งขึ้นเป็น 84 ล้านลิตร/วัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 14 ล้านลิตร/วัน
เพราะฉะนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ “การไหลของระบบ” ไม่ใช่ “ตัวระบบ”
ถ้าจะเปรียบง่ายๆ ระบบน้ำมันไทยก็เหมือนท่อส่งน้ำ วันนี้น้ำยังมีอยู่ แต่ไหลไม่ทัน เพราะคนเปิดก๊อกพร้อมกัน
ดังนั้น ถ้าไป “ปฏิรูปและรื้อท่อทั้งระบบ” ก็จะเสียเวลา และเสี่ยงทำให้ทั้งระบบพัง แต่ถ้าเพิ่มแรงดันน้ำ กระจายน้ำให้ดี สื่อสารให้เร็วและชัดเจน และลดความตื่นตระหนกของผู้คน ปัญหาที่เห็นในวันนี้ก็มีโอกาสคลี่คลายลงได้ในไม่ช้า.



