นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) เปิดเผยว่า หลังจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง(ขร.) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค.2569 ทาง ขร. จะเสนอร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณอัตราขั้นสูงของค่าโดยสาร กรณีรถขนส่งทางรางในเขตเมือง พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการ(บอร์)นโยบายการขนส่งทางราง ที่มี รมว.คมนาคม เป็นประธาน ในการประชุมนัดแรก เพื่อพิจารณาก่อนประกาศใช้ต่อไป ซึ่งจะทำให้มีหลักเกณฑ์ และวิธีการตามมาตรฐานกลางร่วมกัน มีความเหมาะสม และเป็นธรรม เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนระบบรางได้ทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของรถไฟระหว่างเมือง และเชิงพาณิชย์ จะยังไม่มีการเสนอร่างประกาศฯ ต่อบอร์ดฯขนส่งทางราง ไปในคราวเดียวกับรถขนส่งทางรางในเขตเมือง เนื่องจากปัจจุบันรถไฟระหว่างเมือง และเชิงพาณิชย์ ยังมีการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เป็นผู้ให้บริการรายเดียว และการดำเนินงานของ รฟท. ยังได้รับการอุดหนุนการดำเนินงานจากรัฐบาล เพื่อสาธารณะประโยชน์ แต่จะมีการเสนอร่างประกาศฯ การกำหนดอัตราขั้นสูงของค่าใช้ประโยชน์จากราง กรณีรถขนส่งสินค้าทางราง ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดวันการประชุมนัดแรกของบอร์ดฯขนส่งทางราง

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า การกำหนดอัตราค่าโดยสารระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปี 2569 ใช้รูปแบบ MRT Assessment Standardization โดยใช้ดัชนีการขึ้นอัตราค่าโดยสารเป็นค่ารายปีของดัชนีราคาผู้บริโภค ในหมวดไม่รวมอาหารและเครื่องดื่ม (CPI NFB Index) ปี 2568 ซึ่ง ขร. ได้ปรับปรุงอัตราค่าแรกเข้าเป็น 12.39 บาท และปรับปรุงอัตราค่าโดยสารตามระยะทางเป็น 2.23 บาท/คน-กม. และในอนาคตอาจจะมีการพิจารณาปรับวิธีคิดอัตราค่าโดยสารเป็นแบบ Zone ซึ่ง ขร.อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด ทั้งนี้อัตราขั้นสูงจะเป็นไปตามการกำหนดระยะทางสำหรับใช้คำนวณเพดานขั้นสูง (ค่าแรกเข้า + ค่าโดยสารตามระยะทางxระยะทาง) โดยมีเพดานสูงสุดที่ 45 บาท หากผู้โดยสารเดินทางเปลี่ยนสายให้เก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ซึ่งหลักเกณฑ์ค่าโดยสารขั้นสูงที่คณะกรรมการนโยบายฯ ประกาศ จะทบทวนหลักเกณฑ์ทุกๆ 5 ปี

นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า ร่างประกาศดังกล่าว เมื่อมีการประกาศใช้จะมีผลเฉพาะกับการจัดทำสัญญาสัมปทานในรถไฟฟ้าสายใหม่ หรือการแก้ไขสัญญาของสายเดิม ซึ่งจะต้องมีค่าโดยสารไม่เกินเพดานที่กำหนดตามประกาศ ส่วนระบบขนส่งทางรางที่เปิดให้บริการก่อน พ.ร.บ.ขนส่งทางรางมีผลใช้บังคับ ในการปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าแต่ละสาย ยังคงเป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาเดินรถเดิม ขณะที่กรณีของรถไฟ การกำหนดหรือปรับเปลี่ยนอัตราค่าโดยสาร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท., นโยบายรัฐ และต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก่อน ซึ่งการปรับขึ้นราคาของรถไฟ อาจต้องคำนึงถึงการให้บริการสาธารณะ เพราะใช้งบประมาณอุดหนุนบริการสาธารณะของภาครัฐอยู่ ดังนั้นการจะขึ้นราคาแต่ละครั้ง จึงมักถูกคัดค้าน และให้คงอัตราเดิม เพื่อลดภาระค่าครองชีพ

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 9(3) ได้ให้อำนาจ รฟท. ในการกำหนดอัตราค่าภาระการใช้รถไฟ(ค่าโดยสาร) และค่าบริการต่างๆ แต่เมื่อมีการเสนอร่างประกาศฯ กรณีรถไฟ ก็ต้องไม่เกินเพดานที่ ขร. กำหนด อย่างไรก็ตามยอมรับว่าค่าโดยสารรถไฟ ไม่ได้มีการปรับขึ้นนานมากแล้ว โดยเวลานี้ถือว่ามีราคาที่ต่ำเกินจริงมาก เนื่องจากเป็นราคาที่คำนวณเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นราคาทองคำบาทละ 3,000 บาท เท่านั้น แต่หากจะปรับขึ้นค่าโดยสารในเวลานี้ที่เป็นช่วงวิกฤตพลังงาน ก็ไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัตราค่าแรกเข้าของรถไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นไปตามตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน หรือสัญญาเดินรถ อาทิ สายสีม่วง ค่าแรกเข้า 14 บาท และสายสีชมพู-เหลือง ค่าแรกเข้า 15 บาท ค่าโดยสารตามระยะทางต่อสถานีประมาณ 2-3 บาท, สายสีเขียว ค่าแรกเข้า 17 บาท ค่าโดยสารตามระยะทางต่อสถานีประมาณ 3-5 บาท และสายสีน้ำเงิน (ค่าแรกเข้า + 1 สถานี) 17 บาท.



