จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนหลากหลายอาชีพ ทั้งนี้แม้ทางรัฐบาลจะเผยถึงสถานการณ์น้ำมันที่เริ่มคลี่คลาย หลังเร่งกระจายให้ทั่วถึง พร้อมคุมราคาสินค้าทั่วประเทศ แต่ผลกระทบก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และประชาชนยังคงมีความกังวลใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เขตจตุจักร กรุงเทพฯ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พบกับ นางณัฏฐ์รชาดา (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี อาชีพพนักงานขาย (เซล) ผลิตภัณฑ์เสริมสวย ซึ่งได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงกังวลว่า ในส่วนของอาชีพตนนั้นได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าน้ำมันที่แพงขึ้น เนื่องจากลักษณะงานต้องติดต่อขายสินค้ากับกลุ่มซาลอนหรือร้านทำผม เมื่อลูกค้าเข้ามาใช้บริการทำผมน้อยลง ก็ส่งผลกระทบต่ออาชีพพอสมควร ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเริ่มมีสงคราม โดยในการทำงานแต่ละวัน หากตนไม่ได้ออกมาเติมน้ำมันไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า พอถึงช่วงเย็นน้ำมันก็จะหมดพอดี จากปกติที่เคยเติมเพียงครึ่งถังหรือเติมเต็มถังบางครั้ง แต่ปัจจุบันหากเติมครึ่งถัง ก็ต้องขยับมาเติมให้เต็มถังเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน อีกทั้งจากเดิมที่เคยจัดสรรเส้นทางวิ่งรอกทำงานให้คุ้มค่ากับระยะทาง แต่บางครั้งเมื่อทำงานเพลิน หันมาดูอีกทีน้ำมันก็ใกล้จะหมดแล้ว

สำหรับเรื่องต้นทุนการใช้ชีวิตที่ได้รับผลกระทบนั้น นางณัฏฐ์รชาดา ระบุว่า ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะชีวิตประจำวันของคนที่ใช้รถน้ำมันดีเซลที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพด้านอาหารก็เริ่มรู้สึกได้ว่าแม้จะขายราคาเดิม แต่กลับได้ปริมาณที่น้อยลง นอกจากนี้ผลกระทบยังลามไปถึงอาชีพเสริมของตน คือการรับหิ้วอาหาร ซึ่งพบว่าลูกค้าเริ่มชะลอการสั่งซื้อ จากเดิมที่เคยมีลูกค้าหลากหลายและสั่งของจำนวนมาก ปัจจุบันกลับเหลือเพียงไม่กี่บ้าน ทำให้รายได้ในส่วนนี้ลดลง ในขณะที่ต้นทุนน้ำมันก็ต้องบริหารจัดการอย่างหนัก เพราะอาชีพเสริมนี้ก็ต้องใช้รถยนต์เช่นเดียวกัน

เมื่อถามถึงสัดส่วนรายได้ที่หายไป นางณัฏฐ์รชาดา ระบุต่อว่า รายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เคยมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 40,000 ถึง 60,000 บาท ก็ปรับลดลงไป เนื่องจากทุกคนพยายามประหยัดเงินด้วยการไม่จ้างหิ้วอาหาร ส่วนแผนการรับมือในตอนนี้ ตนเตรียมปรับตัวเหมือนช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์โควิด-19 โดยมองว่าอาจจะต้องมีการกลับไปทำงานในลักษณะ Work from home ซึ่งทุกอย่างจะกลายเป็นเหมือนสถานการณ์ยามโควิด ที่ตนต้องเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ เพราะงานมีความไม่แน่นอน หากธุรกิจได้รับผลกระทบหนัก ก็จำเป็นต้องประหยัดและเซฟทุกอย่างเอาไว้ก่อน

ในช่วงท้าย นางณัฏฐ์รชาดา ได้ฝากถึงรัฐบาลว่า ขอให้มีการจัดสรรทรัพยากรให้ดี เพราะหากสถานการณ์น้ำมันยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ประชาชนจะไม่รู้เลยว่าตกลงแล้วน้ำมันจะมีจริงหรือจะหมดอย่างไร จึงไม่อยากให้ประชาชนต้องมาแย่งชิงกัน ส่วนความคาดหวังนั้น ตนไม่ได้คาดหวังหรือฝักใฝ่รัฐบาลไหนเป็นพิเศษ เพราะมองว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลก็ไม่ต่างกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากสภาวะโลกด้วย แต่อยากให้รัฐบาลบริหารจัดการทุกอย่างให้ดีเพื่อคนไทย เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรจำนวนมาก หากมีการจัดสรรน้ำมันให้กลุ่มเกษตรกรได้มีใช้ในการปลูกข้าวหรือทำมาหากิน ก็จะช่วยให้ของกินของใช้ไม่แพงและเศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ แต่หากรัฐบาลมุ่งเน้นเอื้อเฟื้อให้นายทุนมากเกินไป เกษตรกรก็จะแย่ และเมื่อเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ประชาชนทั่วไปก็จะแย่ตามไปด้วย เพราะถ้าหากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับสูงขึ้นตามไปอีก ทุกอย่างก็คือจบสิ้น