นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ติดตามผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่มีต่อการส่งออกข้าวไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจทำให้ไทยสูญเสียคำสั่งซื้อข้าวจากอิรัก และตะวันออกกลางจำนวนมาก ซึ่งปี 68 ที่ผ่านมามียอดส่งออกรวมกันกว่า 1.3 ล้านตัน เนื่องจากมีความไม่แน่นอนของเส้นทางการขนส่งที่จะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และทะเลแดง รวมถึงปัญหาค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นชัดเจน
ทั้งนี้ ช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ปี 69 ไทยส่งออกข้าวไปอิรักได้เพียง 92,000 ตันเท่านั้น ลดลงมากถึง 52.58% เมื่อเทียบกับปี 68 ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยภาพรวม 2 เดือนแรกทำได้เพียง 1.153 ล้านตัน ลดลง 4.16% จากปีก่อนที่ส่งออกได้ 1.203 ล้านตัน ขณะที่มูลค่าทำได้ 651 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจาก 770 ล้านดอลลาร์ หรือลดลง 15.45%
“ตอนนี้ เราเสียออร์เดอร์ส่งออกข้าวขาวจากอิรักไปมาก เพราะข้าวที่ส่งไปตะวันออกลางทั้งหมดจะต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีความเสี่ยงมาก ทำให้ค่าประกันภัยสูงขึ้น รวมทั้งค่าระวางเรือยังสูงขึ้นมาแล้ว 30-40% ที่สำคัญผู้ซื้อจากอิรักไม่อยากเจอความเสี่ยง พอมีข่าวจะสู้รบกันก็ชะลอคำสั่นซื้อไปก่อน นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศ ที่เป็นคู่ค้าข้าวกับไทยไม่ว่าจะเป็นเยเมน อิสราเอล ซาอุดิอาระเบีย โอมาน ฯลฯ และเกรงว่าหากสงครามยืดเยื้อหลายเดือน อาจทำให้การส่งออกข้าวไทยปีนี้พลาดเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7 ล้านตัน”
นางอารดากล่าวว่า การส่งออกไปสหรัฐฯช่วง 2 เดือน ก็ลดลงเช่นกัน 25.16% ส่งออกได้เพียง 116,000 ตัน เพราะความไม่แน่นอนของภาษีสหรัฐฯ ทำให้คู่ค้ารอดูสถานการณ์ แต่เมื่อศาลสูงสุดสั่งยกเลิกภาษีตอบโต้ 19% และให้กลับมาเก็บภาษี 10% ทำให้คำสั่งซื้อน่าจะกลับมา แต่ก็ดูว่าการสู้รบในตะวันออกกลางจะซ้ำเติมอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม กรมฯไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามหาตลาดใหม่ในแอฟริกาทดแทน รวมถึงหาเส้นทางส่งออกใหม่ แทนการจัดส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนความคืบหน้าการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลจีนภายใต้สัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ 500,000 ตัน ขณะนี้ได้ทยอยส่งมอบล็อตแรก 40,000 ตันไปแล้ว โดยกรมได้ร่วมกับผู้ส่งออกข้าวกว่า 20 บริษัท แก้ปัญหาต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ส่วนการส่งออกจีทูจีล็อตถัดไป คาดจะเริ่มได้ในเดือนเม.ย.-พ.ค.69 แม้ว่าราคาข้าวไทยจะสูงขึ้นจากต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น แต่มั่นใจว่า ทางการจีนจะเข้าใจในสถานการณ์ และรับกับราคาที่สูงขึ้นได้
ด้านสถานการณ์ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ไทยเพิ่งจะส่งออกผลิตภัรฑ์มันสำปะหลังให้กับซาอุดิอาระเบีย แม้ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการขนส่งอยู่บ้าง จากปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่กรมก็ได้ร่วมกับผู้ส่งออก และผู้นำเข้า ช่วยกันแก้ปัญหา เปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง จนสามารถส่งมอบให้กับซาอุดิอาระเบียได้ และแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็ยอมรับภาระที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ซาอุฯยังคงยืนยันจะนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังจากไทยอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ช่วง 2 เดือนปี 69 ไทยส่งออกมันอัดเม็ด 70,000 ตัน มูลค่า 419.50 ล้านบาท ปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 133.33% และ 132.87% ตามลำดับ ขณะที่ ภาพรวมการส่งออกมัน อยู่ที่ 900,000 ตัน มูลค่า 12,310.14 ล้านบาท ลดลง 32.33% และ 27.24% ตามลำดับ แต่ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของจีน และซาอุดีอาระเบีย คาดว่า ปีนี้ น่าจะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 6-7 ล้านตัน



