น.ส.จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 69 แกร็บยังมุ่งสร้างการเติบโตใน 3 มิติหลัก คือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า พร้อมเปิดฟีเจอร์ใหม่ เช่น กรุ๊ป ไรด์ เรียกรถเพื่อเดินทางเป็นกลุ่มสะดวกและประหยัดยิ่งขึ้น บาสเก็ต บิลเดอร์ ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าง่ายขึ้นเพียงแค่พิมพ์ พูด หรือถ่ายภาพก็สามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตะกร้าสินค้า นอกจากนี้จะขยายการให้สินเชื่อบุคคล หรือนาโนไฟแนนซ์ นอกเหนือจากไรเดอร์และร้านค้า วงเงินสูงสุด 2 หมื่นบาทต่อราย ผ่อนจ่ายได้สูงสุด 6 เดือน โดยพิจารณาข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้งานในแอป ฯลฯ
ทั้งนี้จะยังเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ Barbell Strategy 2.0 โดยเน้นสร้างความสมดุลระหว่างการเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า และการนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ พร้อมพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมใหม่ นอกจากนี้ แกร็บยังรุกตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่เซกเมนต์ใหม่ๆ อย่างกลุ่มคนนอนดึก โดยเลือก สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์ ยูทูบเบอร์คนดังเจ้าของช่อง Antihero Thailand มาร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล การส่งแพ็กเกจ GrabForStudent ที่มัดรวมสิทธิประโยชน์สุดคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้สูงสุดถึง 9,000 บาท ต่อปี
สำหรับประเด็นการจดทะเบียน รย. 17 และ รย. 18 ของ กรมขนส่งฯ ครบกำหนด 31 มี.ค. นั้น ยอมรับยังทำได้น้อยหลักหมื่นคนเท่านั้น จากคนขับในระดับกว่า 1 แสนราย เนื่องจากมีอุปสรรค เรื่อง ค่าประกันภัยที่สูง และ ค่านำเล่มออกจากไฟแนนซ์สูง ก็พยายามผลักดันให้คนขับและไรเดอร์จดทะเบียนได้มากที่สุด โดยให้ อินเซนทีฟ หรือสิ่งจูงใจ ผลตอบแทน ต่างๆกับ คนขับและไรเดอร์ รวมถึง กำลังเร่งพูดคุยกับ กรมการขนส่งทางบก และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือเอ็ตด้าต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ขณะที่เรื่องราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกำลังพิจารณถึงต้นทุนต่างๆ แต่เบื้องต้นได้มีการสนับสนุนน้ำมันในคนขับกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าวงเงินจะสนับสนุนได้ถึงต้นเดือน เม.ย. นี้เท่านั้น ซึ่ง การขึ้นราคาค่าโดยสาร ต้องพิจารณาตามกรอบกฎหมายที่กำหนด ไม่สามารถขึ้นเกินเพดานที่กำหนดได้

น.ส.จันต์สุดา กล่าวต่อว่า สำหรับในปี 68 ที่ผ่านมา แกร็บยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด ทั้งบริการเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย ท่ามกลาง ความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้เติบโตตามคาด อันเป็นผลมาจากสงครามทางการค้าทั่วโลก รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยในส่วนบริการเรียกรถในราคาประหยัด (เซฟเวอร์) ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ส่วนธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี จากการทำแคมเปญ ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท และการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร มีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้ถึง 3 เท่าตลอดโครงการ
“ธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยกูเกิล ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 68 มีมูลค่าสูงถึง 1.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค มีมูลค่าประมาณ 1.62 แสนล้านบาทและมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%”
ในด้านการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม แกร็บยังคงยึดมั่นในพันธกิจ GrabForGood โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนขับ-ไรเดอร์และพาร์ทเนอร์ร้านค้าใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล การพัฒนาศักยภาพเพื่อเพิ่มทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการใช้ AI และโครงการ GrabAcademy และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบ ขณะเดียวกัน แกร็บยังพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการในด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Grab EV เพื่อส่งเสริมให้คนขับและไรเดอร์เปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาราคาน้ำมันพุ่ง โครงการเพื่อโลกสีเขียว (Green Programme) โดยนำเงินบริจาคจากผู้ใช้บริการไปซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยคาร์บอน และสนับสนุนการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) รวมไปถึงการริเริ่มโครงการใหม่อย่าง GrabFood ร้านรักษ์โลกพร้อมคัดแยก ที่จะร่วมกับ Trash Lucky ส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ร้านอาหารคัดแยกขยะและนำไปรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
“นอกจากนี้ แกร็บยังมุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเรายังคงเดินหน้าผนึกกำลังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ผ่านการจัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การสนับสนุนการจัดอีเวนท์ระดับโลกและเทศกาลเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการรักษามาตรฐานและยกระดับการให้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านอัตลักษณ์อาหาร โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ GrabThumbsUp มาร่วมผลักดันแบรนด์ร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านเครือข่ายธุรกิจของแกร็บในประเทศต่างๆ” น.ส.จันต์สุดา กล่าว



