วิกฤติสงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อไร้จุดจบ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับการผลิต และส่งออกน้ำมันไปทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันที่ปรับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พุ่งสูงถึง 223 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 131 ดอลลาร์สหรัฐฯ (23 มี.ค. 69) คิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึงลิตรละ 26 บาท

…จากผลกระทบราคาน้ำมันที่ดีดสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เกิดความโกลาหลปั่นป่วนทันที น้ำมันเกือบหมื่นปั๊มในประเทศไทย จากปกติก่อนช่วงเกิดวิกฤติสงคราม เลี้ยวเข้าปั๊มไหน ก็เติมได้ปกติ แต่หลังจากเกิดสงคราม เกิดความเดือดร้อนในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด น้ำมันหาเติมได้ยาก หลายปั๊ม ติดป้าย หมด หมด หมด!!   

เกิดเป็นประเด็นดราม่ากระหน่ำในโลกโซเซียลทันที ไม่ว่าจะเป็นรถฉุกเฉินไม่มีน้ำมันเติม วัดไม่มีน้ำมันเผาศพ พ่อค้าแม่ค้าต้องทิ้งรถขายของไม่ได้ ทั้งประชาชน เกษตรกร ต้องไปรอจับบัตรคิวเติมน้ำมันตั้งแต่เช้ามืด รถขนส่งน้ำมันต้องนอนรอเข้าคิวเติมน้ำมัน อีกสารพัดเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงให้กับสังคมไทย ขณะที่ “รัฐบาล” เองก็พยายามแก้ปัญหา พร้อมตั้งโต๊ะแถลงข่าวถี่ยิบ พูดเน้นๆ ซ้ำๆ กับประโยคเดิมๆ “น้ำมันในประเทศมีเพียงพอ”ใช้ได้นับร้อยวัน อย่ากักตุน                      

…แต่สภาพความเป็นจริง!! แม้จะอยู่ในช่วงปิดเทอม หรือมีนโยบาย Work From Home สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาล พยายามสื่อสาร น้ำมันยังขาดในหลายๆพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ยังติดป้ายน้ำมันหมด โดยเฉพาะดีเซล จึงเป็นคำถามตัวใหญ่ๆ คาใจในสังคม น้ำมันหายไปไหน!! เพราะรัฐบาลบอกน้ำมันมีเพียงพอ แต่ปั๊มกลับไม่มีน้ำมันให้เติม

สังคมจึงประกาศตามหา “ไอ้โม่ง” ที่กักตุน “กินส่วนต่างราคาน้ำมัน” กอบโกยรายได้มหาศาล ในภาวะความเดือดร้อนของประชาชน “กลุ่มโรงกลั่น” ที่ถูกโจมตี ถูกระบุว่า กลุ่มโรงกลั่นกินส่วนต่างค่าการกลั่นเพิ่มจากลิตรละ 2 บาท เป็นลิตรละ 6 บาท กินกำไรส่วนต่างลิตรละ 4 บาท เป็นประเด็นที่ถูกโจมตี

ทั้งที่ข้อเท็จจริง “ค่าการกลั่น” ถ้าให้อธิบายให้ถูก คือ ส่วนต่างระหว่าง “รายได้จากสินค้า” กับ “ต้นทุนของน้ำมันดิบ” ไม่ใช่หักลบแล้วจะเป็นกำไรล้วนๆ  แต่เป็นดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่ยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญที่โรงกลั่นต้องแบกรับ เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิง และราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายจริง) , ค่าขนส่งทางเรือ ที่ตอนนี้พุ่งเป็น 5 เท่าแล้ว ค่าประกันภัย ที่เบี้ยประกันพุ่งไปเกือบ 100 เท่า จากความเสี่ยงช่วงสงคราม และยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ กำไร ขาดทุน จากสต็อกน้ำมัน และกำไรขาดทุน การบริหารความเสี่ยงด้านราคา

เท่ากับว่า ค่าการกลั่นมีความผันผวนตามตลาดตลอด บางช่วงค่าการกลั่นอาจลดอยู่ในระดับต่ำมาก บางช่วงอาจต่ำจนไม่ครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงาน บางช่วงอาจสูงขึ้นมาบ้าง เฉลี่ยๆกันไป ไม่ได้เป็นแบบที่หลายคนเข้าใจ

ยิ่งเวลานี้ กลุ่มโรงกลั่นที่ผลิตอยู่รวม  6 โรง ทั้งโรงกลั่นไทยออยล์ , ไออาร์พีซี  , จีซี  ,  บางจาก ,  บางจากศรีราชา และเอสพีอาร์ซี กลั่นกันเต็มที่  ประกาศชัด เดินเครื่องการกลั่นแล้ว 7 วัน 24 ชั่วโมง เดินเครื่องเต็มกำลังเกินกว่า 100% ทะลุมา 109%

“ผู้คว่ำหวอดในวงการรายหนึ่ง” ระบุชัดว่า ที่บางคนมาไล่บี้ๆ แต่โรงกลั่น ทั้งที่โรงกลั่น ก็ทั้งกลั่น ทั้งเค้นน้ำมันออกมาเต็มที่แล้ว ตอนนี้ค่าเฉลี่ยกลั่นน้ำมันดีเซลออกมาเฉียดวันละ 80 ล้านลิตรแล้ว ทั้งที่ช่วงเวลาปกติมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 67-70 ล้านลิตร แต่ ณ เวลานี้กลับพุ่งขึ้นไปเฉลี่ยวันละ 84 ล้านลิตร บางวันกลับพุ่งไปเกิน 100 ล้านลิตร ต้นตอตอนนี้ไม่ใช่โรงกลั่นแล้ว เพราะกลั่นออกมาสูงกว่าช่วงเวลาความต้องการปกติ แต่ปริมาณน้ำมันกลับยังไม่เพียงพอ

ตอนนี้กลุ่มที่อยากให้ไปเจาะเยอะๆ คือ “กลุ่มไอ้โม่ง” ที่รับน้ำมันจากโรงกลั่นแล้วนำไปไหนต่อกันแน่ !! ไปปั๊มเล็ก ปั๊มหลอด ขายให้เกษตรกร หรือขายให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปกติซื้อกับจ๊อบเบอร์อยู่แล้วจริงหรือไม่? เพราะตอนนี้ทั้งโรงกลั่น – ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เช่น ปตท. บางจาก ฟีดน้ำมันเข้าระบบเต็มที่แล้ว แต่ความต้องการน้ำมัน ที่เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ จากช่วงก่อนเกินสงคราม เพิ่มขึ้นมาวันละ 30 – 40 ล้านลิตร จาก 67 ล้านลิตร พุ่งเป็น 84 – 100 ล้านลิตร ไหลไปไหนกันแน่!!

เพราะอย่าลืมว่า เวลานี้ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศไทย ราคาลิตรละ 32.94 บาท ยังถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ราคาพุ่งไปแล้วลิตรละ 39.54 บาท ทั้งที่ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันมาเลเซีย จะถูกกว่าประเทศไทย แต่ตอนนี้ส่วนต่างราคาน้ำมันสูงถึงลิตรละ 6-7 บาท ตรงส่วนนี้ อาจเป็นจุดดึงดูดให้มีการลักลอบส่งออก “กินส่วนต่าง” หรือไม่!!  

ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งแก้ปัญหาแบบ “ขั้นเด็ดขาด” ไม่เช่นนั้น โรงกลั่นก็กลั่นไปเถอะ ปั๊มน้ำมันก็เค้นน้ำมันขายกันไป กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ขนเงินชดเชยลิตรละ 24 บาท วันละเกือบ 2,400 ล้านบาท ไหลออกทุกวัน สุดท้ายปัญหาความต้องการที่ยังสูง “ผิดปกติ” กว่าช่วงเกิดสงคราม ก็ยังทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในประเทศไม่จบไม่สิ้นแน่นอน!!