กระแสเรียกร้องให้ประหยัดตอนนี้ มีมาสองสาย สายหนึ่งคือการให้ประหยัดในช่วงน้ำมันแพง สินค้าแพง อีกสายหนึ่งคือการให้ประหยัดโดยตัดเงินสวัสดิการ สส., สว. ที่ฟุ่มเฟือย

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ได้นั่งรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวมายังอาคารรัฐสภา เป็นรถยี่ห้อ BYD รุ่น sealion 7 สีเทาเข้ม ซึ่งเป็นรถ SUV ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ตคูเป้ (C-SUV)  ป้ายแดงทะเบียน ฎ-9798 กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส.เข้าประชุมสภาอย่างคึกคัก  จากนั้นตอนเที่ยง นายกฯ เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล  ตั้งแต่ช่วงเช้า นายกฯ ได้ปรับขบวนรถโดยไม่มีรถนำขบวน และรถติดตาม นายกฯ นั่งด้านหน้ากับคนขับ ซึ่งในรถดังกล่าวมีแค่คนขับรถและผู้ติดตาม 2 คนเท่านั้น นายกฯ ซื้อรถยนต์คันนี้มาได้ 1-2 วันแล้ว

ในห้องประชุม “สส.ยอด” สุริยา วงศ์อารีย์  สส.อุดรธานี  พรรคประชาชน (ปชน.) โหวตสวนมติพรรคโหวตหนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมการประชุม โดยได้นั่งรวมกลุ่มอยู่กับ สส.ของพรรคภูมิใจไทย ในแถวหลังของห้องประชุม นั่งข้าง “สส.ดู๋ดี๋” อดิศักดิ์ มุงคุณทรัพย์ หรือดู๋ดี๋ สส.อุดรธานี ที่เคยสังกัดพรรคไทยสร้างไทย และย้ายมาภูมิใจไทย ซึ่งพรรค ปชน.มีมติไม่ขับออก แต่ดองไว้ไม่ให้ไปทำกิจกรรมกับพรรคอื่น หากขับออก จำนวน สส.ปชน.จะเสียไป 1 เก้าอี้ มีผลต่อโควตาประธาน กมธ.สามัญ  

เวลา 10.00 น. ที่ประชุมสภาได้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤติตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย มี สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมเสนอญัตติด่วน 6 คน 

จากกรณีพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน (ปชน.) มีมติให้ สส.รับผิดชอบค่าอาหารเลี้ยง สส.ในวันประชุมวันละ 1,000 บาทเอง องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ออกจดหมายเปิดผนึก  เรียกร้องให้รัฐสภาทบทวนและปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและจริยธรรมต่อสาธารณะ ความตอนหนึ่งว่า  ในช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย รัฐสภาซึ่งเป็นสถาบันหลักของประเทศ ควรแสดงบทบาทผู้นำด้านจริยธรรมและธรรมาภิบาลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม องค์กรฯ จึงขอเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้ 1. ทบทวนและปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และความรู้สึกของสังคม

2. เปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายอย่างครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างแท้จริง 3. แสดงความรับผิดชอบเชิงจริยธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการยึดหลักความประหยัด ความคุ้มค่า ความเคารพต่อเงินภาษีของประชาชน และการหลีกเลี่ยงการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างส่วนตนและส่วนรวมอย่างเคร่งครัด “ลดในสิ่งที่ไม่จำเป็น และเปิดในสิ่งที่สังคมควรรู้” จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของรัฐสภาไทยให้สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคม

วันเดียวกันนี้มี สส.หลายคนลงไปรับประทานอาหารที่โรงอาหาร อาทิ “สส.แนน” อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเสนองดอาหารฟรี สส. ตั้งแต่สมัยประชุมที่ผ่านมา และเพื่อน สส.ภูมิใจไทยคนอื่น รวมถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ลงมารับประทานข้าวกะเพราะหมูไข่ดาว และว่า วันที่ 30 มี.ค.จะหารือเรื่องการจัดพื้นที่รับประทานอาหารให้กับ สส.   

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี  กล่าวถึงการรณรงค์ยกเลิกค่าอาหาร สส. ซึ่งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน (ปชน.) ขานรับ ว่า “การรณรงค์ต้องแสดงออกด้วยใจจริงว่าคุณก็ไม่รับประทานอาหารฟรี ถ้าคุณทำจริง ประชาชนก็จะสนับสนุน  ต้องเสนอให้ยกเลิกเลย แล้วประชาชนจะเห็นเองว่าเราทำจริง วันจันทร์ที่ 30 มี.ค.นี้ ประธานสภาได้นัดหมายพรรคการเมืองให้เข้าหารือถึงเรื่องอาหาร สส. คิดว่าจะได้เห็นการยกเลิกอาหาร สส.ฟรี”

“การยกเลิกอาหารเลี้ยง สส. เพราะอย่างน้อยจะประหยัดงบประมาณของชาติ ประมาณ 72 ล้านบาทต่อปี และเมื่อเริ่มต้นจาก สส.แล้วฝากไปถึง สว. ที่ถือเป็นตัวแทนของประชาชนเช่นเดียวกัน ควรจะร่วมมือกันในการสร้างศรัทธาให้ประชาชน ส่วนการยกเลิกผู้ช่วย สส. ที่มีผู้ช่วยมากถึง 8 คน เงินเดือนคนละ 15,000 บาท อีกคน เงินเดือน 24,000 บาท การมีตำแหน่งผู้ช่วย และผู้เชี่ยวชาญรวมกันมากถึง 8 คน สะท้อนสิทธิประโยชน์ให้กับ สส.และ สว. มากเกินความจำเป็น  ถ้า สส. ลดผู้ช่วยของตนเองให้เหลือ 3 คน ประหยัดงบประมาณได้ปีละ 540 ล้านบาท” 

“หนึ่งสมัยรัฐบาล ก็สามารถประหยัดงบประมาณไป 2,060 ล้านบาท หาก สว. ให้ความร่วมมือด้วย เท่ากับว่า 1 ปีเราจะสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากถึง 3,000 ล้านบาท” นพ.วรงค์ประกาศตั้งผู้ช่วย สส.แค่ 3 คน  และว่า กังวลในประเด็นของเรื่องเงินบำนาญที่ต้องใช้ภาษีประชาชนเข้ามาช่วยอุดหนุน (มีเงินจากกองทุนส่วนหนึ่ง สส.ส่งสมทบ 3,500 บาทต่อเดือน) แต่ไม่ได้ใช้คำว่าบำนาญ ใช้คำว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นรูปแบบการจ่ายแบบเดียวกับบำนาญ และจำนวนเงินที่ได้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากอายุการปฏิบัติหน้าที่ จึงควรยกเลิกเพราะเป็นภาระภาษีประชาชน

ที่รัฐสภา  “สส.ต้าร์” ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพฯ พรรค ปชน. แถลงเรียกร้องสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเปิดเผยข้อมูลการศึกษาดูงานสาธารณรัฐอียิปต์ ระหว่างวันที่ 24 เม.ย.-2 พ.ค. 69 โดยโครงการดังกล่าว มีราคากลาง 3,234,109.33 บาท และประกาศผู้ชนะเสนอราคา 2,954,000 บาท สำหรับกรณีเรียกร้องนี้ ไม่ใช่การต่อต้านการเรียนรู้จากต่างประเทศในหลักการ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่มีการใช้เงินภาษีของประชาชน ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเพิ่งประกาศให้หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจระงับการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อการดูงานและการอบรม และให้จัดในประเทศแทน และมีอะไรที่ต้องไปดูไปฟังถึงอียิปต์ ถ้าเราจะเอาเงินภาษีประชาชนไปดูระบบศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศที่เลือกนั้นควรเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านนิติธรรม สิทธิเสรีภาพ ความเป็นอิสระของศาล การคุ้มครองประชาธิปไตย

“แถมจะไปเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินดูไบ ที่ปิดไปครึ่งสนามบิน จะไปได้หรือไม่ เงื่อนไขในการคืนเงินเป็นอย่างไร หากมีการยกเลิกขึ้นมา  ป.ป.ช.คงต้องเข้าไปตรวจสอบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้กรุงไคโรคือสนามรบที่มีความตึงเครียดสูง และมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยกระดับสูงขึ้น  ทั้งนี้ขอให้มีการพิจารณาถึงความคุ้มค่าของการเดินทาง 

มีผู้ร่วมคณะ 37 คน การใช้งบประมาณเกือบ 3 ล้านบาท เดินทาง 9 วัน 8 คืน แต่เวลาที่เป็นการเรียนรู้จริงเพียง 22 ชั่วโมง หัวข้อที่ไปฟังส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องพื้นฐาน เช่น โครงสร้างศาล อำนาจหน้าที่ กระบวนการพิจารณาคดี ระบบการปกครอง และบทบาทของศาลปกครองต่อการควบคุมความเป็นอิสระของศาลและการคุ้มครองประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้สามารถจัดสัมมนาในประเทศได้ โดยเชิญวิทยากรมาบรรยาย แต่ในเอกสารมีการลงค่าวิทยากรไว้ 4 คน  แต่ผมคิดว่าเป็นไกด์ เพราะพาไปดูมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก”

เรื่องการดูงานนอกนี่ เป็นข่าวกันมาบ่อยๆ ถูกวิจารณ์ทุกที ก็รอว่า การชี้แจงของหน่วยงานฟังขึ้นหรือไม่. 

“ทีมข่าวการเมือง”