นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันถึงลิตรละ 6 บาท ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หอการค้าไทยจึงขอให้กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน เช่น ปตท. และบางจาก บริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยต้องไม่ปล่อยให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันอย่างเด็ดขาด ซึ่งอาจมีความจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมียมที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์และการผลิตของประเทศ
“การปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อทั้งค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วนทั้งภาคการผลิต ท่องเที่ยว และส่งออก อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นของภาครัฐในการบริหารราคาพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในภาวะที่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดในการพยุงราคา ขอให้ภาครัฐพิจารณารอบด้าน และใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้หอการค้าไทยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้น และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะต่อไป ดังนี้
ประการแรก มาตรการด้านภาษีและค่าการกลั่น หอการค้าไทยสนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันในส่วนของค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โลกนั้น ภาคเอกชนเห็นว่าควรสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท เป็นเพียงกำไรขั้นต้น ยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่มอีกหลายด้าน เช่น ราคาพรีเมียม ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ด้วย หอการค้าไทยยังคงขอความร่วมมือจากโรงกลั่นและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดูแลไม่ให้ค่าการกลั่นปรับเพิ่มสูงไปมากกว่านี้ หากสถานการณ์ไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่มจริง และเห็นควรให้มีการชี้แจงรายละเอียดต้นทุน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อภาระของประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาชนโดยรวม
ประการที่สอง มาตรการด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ หอการค้าไทยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง ทั้งในภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างวินัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศท่ามกลางความผันผวนที่ยังไม่แน่นอน
ประการที่สาม มาตรการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ หอการค้าไทยเห็นว่าภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบหรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญภาวะพลังงานตึงตัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นราคาสูงสุดในครั้งเดียว และเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้น 25% ภายในสัปดาห์ เป็นการใช้กลไกการอุดหนุนเป็นแบบพุ่งเป้า เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ใน 6 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดภาระของกองทุนที่ปัจจุบันติดลบกว่า 28,109 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับระดับราคาน้ำมันในภูมิภาค เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มาเลเซีย ที่มีราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 45.27 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาก่อนปรับของไทยที่ 32.94 บาทต่อลิตร ส่วนต่างของราคาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าน้ำมันหรือขนส่งน้ำมันข้ามพรมแดน รวมถึงการเข้ามาเติมน้ำมันบริเวณชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปจำหน่ายต่อในประเทศของตน การปรับขึ้นราคาครั้งนี้จึงมีส่วนช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบดังกล่าว
การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในอัตราที่สูงทันที จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคขนส่งที่มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้าและการผลิตในหลายๆ ภาคอุตสาหกรรม เมื่อราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิตและการประกอบการเพิ่มขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าต้องทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเมื่อสต๊อกของสินค้าที่ซื้อมาในราคาก่อนการปรับขึ้นราคาเริ่มหมดลง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องซื้อสินค้าราคาปรับขึ้นใหม่เพื่อนำมาผลิตและจำหน่าย การปรับขึ้นราคาสินค้าจึงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินการต่อไปได้
ค่าความผันแปรไฟฟ้า ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตของธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก โดยคาดว่าค่า FT จะปรับขึ้นเกินกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก, ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ เคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรหนัก ซึ่งค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะเป็นภาระเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปรับตัวสูงขึ้นอีก
ทั้งนี้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เคยประเมินว่า หากราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบใกล้เคียงช่วงวิกฤติราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน (ปี 2565–2566) โดยทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15–20% และราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 6–8% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาดีเซลปรับสูงขึ้นเป็น 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤติดังกล่าว ส่งผลให้คาดว่าต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 20–25% ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นราว 8–10% และแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 5-6%
หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ เศรษฐกิจไทย GDP อาจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.02 สะท้อนถึงความเปราะบางและอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ



