สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ว่า กรอบนโยบายใหม่ ซึ่งนำเสนอโดยนายคาร์สเตน ชไนเดอร์ รมว.สิ่งแวดล้อมเยอรมนี ประกอบด้วยเงินอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ (อีวี) และการส่งเสริมภาคส่วนพลังงานลม
เยอรมนีตั้งเป้าหมายที่มีผลผูกพันตามกฎหมายในปี 2573 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 65% เมื่อเทียบกับระดับปี 2533 และกำหนดเส้นตายในปี 2588 เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางสภาพอากาศ
ทั้งนี้ มาตรการใหม่คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 25 ล้านตัน ภายในปี 2573 ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีการปล่อยมลพิษต่ำ และโครงการต่าง ๆ สำหรับการก่อสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น
#Germany unveils €8B plan to hit 2030 climate targets, expand wind & boost EVs. Aims: -65% emissions by 2030, climate neutrality by 2045.
— Global Alliance for a Sustainable Planet (@gaspworld) March 26, 2026
“Savings of 25M tons CO2 by decade’s end.” Concerns persist over energy prices amid Iran war.#ClimateAction @UNEP https://t.co/qjO9WRRN6Z
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ของผู้สันทัดกรณีแสดงให้เห็นว่า เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป และผู้นำด้านพลังงานสีเขียวมาอย่างยาวนาน ไล่ตามเป้าหมายเหล่านั้นไม่ทัน
แม้ชไนเดอร์ยอมรับว่าต้องใช้ “ความพยายามอย่างมหาศาล” เพื่อบรรลุเป้าหมายปี 2573 แต่เขาแสดงความมั่นใจว่า เยอรมนียังคงสามารถบรรลุเป้าหมายได้
ขณะที่องค์กรสิ่งแวดล้อม “กรีนพีซ” วิพากษ์วิจารณ์แผนการของรัฐบาลเบอร์ลินว่าไม่เพียงพอ โดยระบุว่า แผนดังกล่าวพึ่งพาการคาดการณ์ที่ “มองโลกในแง่ดี” เป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งสมาชิกคนหนึ่งจากพรรคกรีนส์ ประณามว่าเป็น “การหลอกลวงอย่างโจ่งแจ้ง”.
เครดิตภาพ : REUTERS



