สืบเนื่องจากกรณีคืนวานนี้ (25 มี.ค.) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในวันเดียว ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์วิกฤติพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพวงกว้างของประชาชนคนไทย ขณะที่ บริษัท ครอบครัวขนส่ง ประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบอีก 2 บาทตลอดสาย (อัตราใหม่ 13-23 บาท) เริ่ม 30 มี.ค. 69 หลังแบกรับต้นทุนไม่ไหวจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งกระฉูดเกือบ 39 บาทต่อลิตร พร้อมจับตาสถานการณ์ 6 เม.ย. หากน้ำมันยังแพง อาจต้องปรับราคาเพิ่ม ส่วนหากน้ำมันลงพร้อมลดราคาลงทันที ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 มี.ค. “ทีมข่าวอาชญากรรมเดลินิวส์” ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ผู้ประกอบการบริษัทรถทัวร์ ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยได้สอบถามพูดคุยกับ 2 ผู้ประกอบการบริษัทรถทัวร์ คือ 1.นายสุรเชษฐ์ เกตุประยูร ผู้ประกอบการ บริษัท แอร์อุบลทัวร์ จำกัด / บริษัท แอร์มุกดาหารทัวร์ จำกัด / บริษัท แอร์หนองคายทัวร์ จำกัด และ 2.น.ส.รจนา ลาหลง ผู้ประกอบการ บริษัทหนองคายทัวร์ จำกัด

โดย นายสุรเชษฐ์ เกตุประยูร ผู้ประกอบการ บริษัท แอร์อุบลทัวร์ จำกัด / บริษัท แอร์มุกดาหารทัวร์ จำกัด / บริษัท แอร์หนองคายทัวร์ จำกัด เปิดเผยว่า ตนประกอบกิจการรถทัวร์มาหลายสิบปีนับแต่รุ่นพ่อได้ทำไว้ รวม ๆ 50-60 ปี โดยหากย้อนไปตอนสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาด ตนอุตส่าห์ตัดแขนขาเพื่อประทังชีวิต แต่มาเจอเรื่องรถร่วมคัสซี (Chassis) ที่อายุ 30 ปีให้โละทิ้ง ก็เหมือนตายทั้งเป็น หากใครจะทำต่อก็ต้องหารถใหม่มาวิ่ง ไหนจะเรื่องการปรับราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล-เบนซินขึ้นพรวด 6 บาทล่าสุด แบบนี้คือการเพิ่มภาระทุกอย่างให้ผู้ประกอบการ และถ้าเราไปปรับราคาค่าโดยสาร ใครจะมาใช้บริการ ผู้โดยสารจ่ายไม่ไหวแน่นอน เพราะค่าตั๋วจะแพงขึ้น ซึ่งโดยปกติราคามันประมาณ 600 บาทอยู่แล้ว และเดิมทีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ถ้าหน้างาน (ซื้อ-ขายตั๋วหน้าตู้) ก็อาจเต็มทุกคันได้ เพราะบริษัทใหญ่เขาเต็มทุกคัน และมันจึงลงมาถึงบริษัทย่อย ๆ บ้าง แต่เราต้องพูดถึงในวันธรรมดาว่ามันเป็นอย่างไร มันเงียบแบบนี้ เพราะเราจะทำเอาแค่เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ก็คงไม่ใช่ และยิ่งมีการขึ้นราคาน้ำมันมาพรวดเดียว 6 บาท ตนยอมรับเลยว่าวิ่งไม่ไหว มันกระทบมาก เพราะปกติเราวิ่งรถทัวร์ มันก็เหลือเงินแค่ 5,000-6,000 บาท แล้วมาโดนอีก 400 กว่าลิตร ก็คือ 4,000-5,000 บาท มันก็เท่ากับไม่เหลือเลย

“ปกติรถทัวร์ 1 คัน เราเติมน้ำมัน 12,400 ลิตร สำหรับขาไปและขากลับ และตอนนี้เพิ่มอีก 10 บาท คือ 400 ลิตร ก็เท่ากับเพิ่มมาอีก 4,000 จึงเป็น 16,000 ลิตร แต่ถ้ารายจ่ายเพิ่มขึ้นแล้วรายรับเราเท่าเดิม คือ 20,000 บาทต่อคัน (กรณีเต็มทั้งขาขึ้นขาล่อง) แล้วราคาน้ำมันเอาไปแล้ว 16,000 บาท ก็จะเหลือ 4,000 บาท จากนั้นเอาไปหักค่าใบเวลาเดินรถอีก 1,500 บาท รวมกับค่าขนม ค่าน้ำก็ประมาณ 3,000 บาท ฉะนั้น จึงเหลือเพียง 1,000 บาท นี่คือค่าใช้จ่ายเหลือสำหรับรถทัวร์ 1 คันที่วิ่งไปกลับระหว่างกรุงเทพฯ-หนองคาย หรือกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี แค่นี้ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ไหนจะค่าพนักงาน ค่าเช่าช่องจำหน่ายตั๋วอีก เบ็ดเสร็จเอารถทัวร์ออก 1 คัน เท่ากับไม่เหลือกำไรเลย นี่ยังไม่นับรวมค่าสึกหรอ ค่าซ่อมบำรุง สรุปแล้วก็วิ่งไม่ได้” ผู้ประกอบการบริษัทรถทัวร์รายย่อย สะท้อน

นายสุรเชษฐ์ เผยอีกว่า รถมันการันตีไม่ได้ว่าจะเต็มทุกเที่ยวหรือไม่ คือถ้ารถมันเต็มทุกเที่ยว เรารับได้ แต่นี่ขาขึ้นบางทีก็ไม่เต็ม หรือบางทีขาขึ้นเต็มแต่ขาล่องไม่ได้ ก็เจ๊าอีก แต่ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้น คือ บางวันก็เต็ม บางวันก็ไม่เต็ม และต้องยอมรับว่าน้ำมันเมื่อขึ้นแล้วมันลงยาก ซึ่งค่าน้ำมันขึ้น แต่ค่าโดยสารไม่ได้ขึ้นไปด้วย และทุกวันนี้คนกลับต่างจังหวัดเฉพาะแค่ค่าตั๋วไป-กลับ และค่าจิปาถะต่าง ๆ แบบประหยัด ใน 1 คนอย่างน้อยต้องมี 5,000 บาท แต่ถ้ามีค่าอื่นอีกก็ไม่พอ คนก็ไม่อยากกลับแล้ว สู้โอนเงินให้คนที่บ้านไปใช้ซื้อใช้จ่ายดีกว่า เพราะถ้ากลับเองก็เสียเยอะกว่า

“คนเขาอยากเลิกอาชีพนี้กันแล้ว แม้ทำมานานต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ตาม แต่ก็ไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไร ถ้าเลิกอาชีพนี้ เพราะนี่คืออาชีพเดียวที่เราถนัด จะให้คนค้าขายมาเดินรถก็ไม่ถนัดหรอก จึงทำได้แค่ทำใจ” นายสุรเชษฐ์ ระบุ

ด้าน น.ส.รจนา ลาหลง ผู้ประกอบการ บริษัทหนองคายทัวร์ จำกัด กล่าวว่า นอกจากปัญหาเรื่องโควิด-19 ที่เราพยายามประคองตัวมาตลอด และเรื่องรถโดยสารประจำทางคัสซี (Chassis) ตอนนี้เราก็มาประสบปัญหาเรื่องการปรับราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล-เบนซิน ตนยอมรับว่าภาพรวมตอนนี้ธุรกิจการทำรถทัวร์มันย่ำแย่มาก ทั้งผู้โดยสารทุกวันนี้ก็จำนวนลดน้อยลง การเดินทางลดลงเยอะมาก อย่างไรก็ตาม เส้นทางที่เราใช้รถทัวร์ออกวิ่งก็คือสายอีสาน ทั้งจังหวัดหนองคาย อุบลราชธานี มุกดาหาร ซึ่งปกติแล้วก่อนเทศกาลสงกรานต์มาถึง และก่อนจะมีเหตุการณ์โควิด-19 มันยังไม่มีจองออนไลน์ ลูกค้าก็มายืนจองตั๋วเยอะแยะ แต่เมื่อตอนนี้มีระบบจองออนไลน์เข้ามา เราก็ยังพบว่าผู้โดยสารลดลง เพราะเขามีทางเลือกเยอะขึ้น ทั้งการนั่งรถไฟและการนั่งเครื่องบิน แต่ทั้งนี้ เราเป็นเพียงผู้ประกอบการเจ้าเล็ก คงสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้ ผู้โดยสารเขามีทางเลือก แต่ก็ต้องบอกว่าขนส่งหมอชิตก็ยังซบเซาจริง ๆ เราลงทุนกันไป 4-5 ล้านบาท จะคืนทุนได้อย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ และการที่น้ำมันขึ้นราคา เราก็ยิ่งไม่เหลือ จะให้เราขึ้นราคาค่าโดยสาร ผู้โดยสารจะไหวได้อย่างไร เพราะแค่ราคาค่าตั๋ว 600-700 บาท ก็ถือว่าราคาสูงแล้ว และตนเชื่อว่าน้ำมันมันมีให้เติมในช่วงสงกรานต์แน่นอน แต่สิ่งที่ไม่มีคือเงินที่จะเติมน้ำมันต่างหาก หากขอความเห็นใจได้ ตนอยากขอให้รัฐบาลช่วยตรึงค่าน้ำมันให้อยู่สัก 35 บาท ยังพอทนได้ แต่ถ้า 32-33 บาท เราจะพออยู่ได้

น.ส.รจนา กล่าวอีกว่า ตนก็รอลุ้นวันที่ 1 เม.ย. ว่าผู้โดยสารจะมีการจองตั๋วเพื่อเตรียมกลับภูมิลำเนาอย่างไร ซึ่งคิดว่ามันคงมีบ้าง แต่เราจะวิ่งรถอย่างไร เพราะค่าใช้จ่ายมันเยอะ และถ้ามันเปลืองค่าน้ำมันเราจะวิ่งทำไม หากเอารถออกไป ขาไปขากลับ หักลบแล้วเหลือ 2,000 บาท ไม่นับรวมเผื่อกรณีอุบัติเหตุเล็กน้อยก็เสียค่าใช้จ่ายไปอีก จึงมองว่าถ้าน้ำมันราคานี้ อย่างไรเราก็วิ่งไม่คุ้ม และปกติสงกรานต์ เราจะมีรถเสริม แต่ปีนี้รถเสริมหายากมาก รถวินก็หายาก เพราะค่าน้ำมันมันสูง แต่เราจะไปทิ้งผู้โดยสารก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็โดนปรับอีก ยืนยันว่าคงวิ่งรถเหมือนเดิม ค่าโดยสารเก็บเท่าเดิม แต่แบกภาระเอา และเราขายตั๋วเกินราคาไม่ได้ อย่างถ้าราคาตั๋ว 600 บาท เราปรับขึ้น 1 บาท เราจะโดนปรับ 50,000 บาททันที เพราะจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบ แบบนี้ก็คือการแบกอย่างเดียว.